๓๗

ขณะนั้นพอดีมีเรือราษฎรแล่นใบเลียบฝั่งมาลำหนึ่ง เฮงเอี๋ยนร้องเรียกขอโดยสาร เจ้าของเรือก็แวะเข้ามารับ พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนลงเรือออกไปถึงกลางน้ำ พอกิมงึดตุดยกมาถึงฝั่งก็ร้องเรียกเรือให้กลับเจ้าของเรือก็รีบแล่นหนีไป กิมงึดตุดจึงปรึกษากับนายทหารทั้งปวงว่าเราจะตามไปทางใดดี คับมิชีว่าขอท่านจงรีบเดินไปตามชายตลิ่งมีทางไปจนถึงเมืองโอวก๊วง กิมงึดตุดก็พาทหารเดินไปได้ประมาณสิบห้าลี้พบชายสามคนนั่งตกเบ็ดอยู่ริมฝั่ง กิมงึดตุดถามว่า เจ้าอยู่ที่นี่เห็นเรือใบแล่นเลี้ยวแหลมขึ้นไปบ้างหรือเปล่า ชายสามคนก็บอกว่าเมื่อสักครู่นี้เห็นเรือแล่นลับแหลมขึ้นไปลำหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าเรือผู้ใด กิมงึดตุดจึงให้ชายสามคนนั้นนำทางไป ชายสามคนจึงคิดว่า กิมงึดตุดยกกองทัพมาครั้งนี้จะทำร้ายพระเจ้าซ้องเกาจง ตัวเราเกิดมาในแผ่นดินของท่านจะนำข้าศึกไปทำร้ายพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ควร คิดพร้อมใจกันดังนั้นแล้วก็นำกิมงึดตุดไปทางชายตลิ่งริมแม่น้ำ ครั้นเดินไปทางประมาณสิบลี้พอเวลาน้ำขึ้นชายสามคนก็เดินเลี่ยงขึ้นฝั่งหนีเข้าป่าไป ทหารกองทัพกิมงึดตุดเดินอยู่ตามชายตลิ่งน้ำขึ้นไหลเชี่ยวเร็วมากขึ้นมา ทหารกิมงึดตุดหนีขึ้นฝั่งไม่ทันก็จมน้ำตายเป็นอันมาก แต่ตัวกิมงึดตุดขึ้นฝั่งได้พาทหารที่เหลือตายเที่ยวค้นหาชายสามคนจะฆ่าเสียก็ไม่พบตัว กิมงึดตุดก็ยกทหารรีบตามพระเจ้าซ้องเกาจงไป

ฝ่ายพระเจ้าซ้องเกาจง แล่นเรือล่องมาได้หลายแหลมพบเรือพวกโจรแล่นตรงเข้ามาลำหนึ่ง ยึดเรือซึ่งพระเจ้าซ้องเกาจงโดยสารไปนั้นไว้ เจ้าของเรือบอกกับพวกโจรว่าพระเจ้าซ้องเกาจงเสด็จประทับอยู่ในเรืออย่าทำวุ่นวาย พวกโจรก็ไม่ฟังเข้าจับพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางลงเรือของพวกโจร แล้วค้นดูสิ่งของในเสื้อกางเกงได้บ้างก็ริบเสีย แล้วแล่นเรือไปฝ่ายทิศตะวันตกถึงเขาชอซัวก็คุมเอาตัวพระเจ้าซ้องเกาจงขึ้นไปให้เอียนเซงนายใหญ่ เอียนเซงสั่งให้เอาตัวพระเจ้าซ้องเกาจงไปฆ่าเสีย ลีกังนายโจรที่สองจึงพูดกับเอียนเซงว่า ท่านอย่าเพิ่งทำใจเร็ว ข้าพเจ้าจะขอพูดให้ฟังเสียก่อน ด้วยพระเจ้าซ้องเกาจงเป็นตระกูลเจ้านาย ปู่ย่าตายายของเราทั้งหลายก็เกิดมาในแผ่นดินของท่าน ซึ่งจะมาคิดประทุษร้ายฆ่าเจ้านายด้วยคมหอกคมดาบนั้นไม่มีธรรมเนียม ภัยอันตรายจะบังเกิดแก่เรา เอียนเซงว่าถ้าดังนั้นก็จงไปถอยเรือเล็กมาลำหนึ่ง เอาพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนใส่เรือลงออกไปปล่อยเสียที่ทะเล ทหารพวกโจรก็ไปถอยเรือเล็กมา เอาพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนลงเรือแล้ว พวกโจรก็ลงเรือลำหนึ่งแจวลากชักออกไปถึงทะเลลึกก็ปล่อยให้ลอยไป พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนอยู่ในเรือเล็กต้องคลื่นลมได้ความเวทนานัก พายและแจวก็ไม่มี ได้แต่ร้องไห้ปรบทุกข์กันอยู่ พอมีเรือลำหนึ่งแล่นตรงเข้ามาเห็นมีผู้เฒ่าห้าคนนั่งอยู่ในเรือ ผู้เฒ่าร้องถามว่าท่านทั้งเจ็ดคนนี้จะไปข้างไหน เฮงเอี๋ยนจึงบอกว่าจะไปเมืองโอวก๊วง แต่แจวและพายในเรือไม่มีขอท่านได้เอ็นดูด้วยเถิด ผู้เฒ่าว่าจงมาลงเรือเราจะไปส่งให้ถึงเมืองโอวก๊วง พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนก็ลงเรือไปด้วยผู้เฒ่า ผู้เฒ่าแล่นใบไปประมาณครู่หนึ่งถึงหน้าเมืองโอวก๊วงก็พากันขึ้นบก เหลียวมาจะพูดกับผู้เฒ่าก็ไม่เห็น ทั้งคนทั้งเรือหายไป เห็นเป็นรัศมีปรากฏอยู่ที่ท่าเรือจอด พระเจ้าซ้องเกาจงจึงตรัสกับขุนนางทั้งหกว่าเรือซึ่งมาส่งเรานั้นเห็นจะเป็นเทพยดามาช่วยเรา เราคงจะยังไม่สิ้นวาสนาดอก ขุนนางทั้งหกได้ฟังก็มีความยินดีจึงพากันเดินไปทางประมาณสี่ลี้ถึงบ้านเตียปังเชียง เตียปังเชียงเห็นพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคน เตียปังเชียงจึงนึกว่าชะรอยจะหนีกิมงึดตุดมาแน่แล้ว เราจะคิดล่อลวงเอาไปให้เป็นกำนัลกิมงึดตุดเอาความชอบ เตียปังเชียงทำเป็นยินดีออกมาต้อนรับเชิญเข้าไปพักอยู่ในบ้าน พระเจ้าซ้องเกาจงก็ตรัสเล่าความแต่หลังให้เตียปังเชียงฟังทุกประการ เตียปังเชียงทำเป็นโกรธกิมงึดตุด แล้วทูลว่าขอพระองค์จงรับสั่งไปถึงงักฮุยให้ยกกองทัพมาแก้แค้นกิมงึดตุดก็คงจะได้ชัยชนะ ข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็อนาถา ไม่มีคนจะใช้สอย ขอพระองค์จงเสด็จอยู่ที่นี่ก่อนข้าพเจ้าจะอาสาไปตามหางักฮุยให้ยกกองทัพมาช่วย พระเจ้าซ้องเกาจงมิได้ทรงทราบในอัชฌาสัยเตียปังเชียงว่าจะคิดทำร้ายก็มีพระทัยยินดียอมให้เตียปังเชียงไป เตียปังเชียงเข้าไปบอกภรรยาว่า บัดนี้พระเจ้าซ้องเกาจงหนีกิมงึดตุดมา เข้าที่บังคับแล้ว เราจะรีบไปบอกเนียมฮั่นพี่ชายกิมงึดตุด ซึ่งยกกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองยือหนำ เจ้าจงอยู่ดูบ่าวไพร่ให้รักษาพระเจ้าซ้องเกาจงไว้ อย่าให้หนีต่อไปอีกได้ นางเจียสีภรรยาเตียปังเชียงได้ฟังสามีสั่งก็คิดโกรธอยู่แต่ในใจว่า เตียปังเชียงสามีนี้เป็นคนอกตัญญูต่อแผ่นดินจริง ๆ ไม่ควรจะสมาคมอยู่ด้วย ครั้นเตียปังเชียงออกไปแล้ว นางเจียสีก็ลอบเข้าไปทูลพระเจ้าซ้องเกาจงว่า พระองค์จงรีบหนีไปเสียโดยเร็วเถิด บัดนี้เตียปังเชียงสามีข้าพเจ้าไปบอกเนียมฮั่นพี่กิมงึดตุดให้มาจับพระองค์ พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางได้ฟังก็ตกใจพากันหนีออกจากบ้านเตียปังเชียงไปในเวลานั้น บ่าวของเตียปังเชียงซึ่งคอยระวังดูพระเจ้าซ้องเกาจงอยู่นั้น เห็นนางเจียสีเข้าไปบอกความพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหนีไปแล้ว ก็กลัวความผิดรีบตามไปบอกเตียปังเชียง

ฝ่ายนางเจียสีครั้นพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหนีไปจากบ้านแล้วก็คิดตรึกตรองว่าถ้าเตียปังเชียงกลับมาจะรู้ความว่าเราบอกพระเจ้าซ้องเกาจงเพราะบ่าวที่นั่งอยู่นั้นมันได้ยินอยู่เตียปังเชียงคงจะทำโทษเรา ถึงเราจะอยู่ไปกับเตียปังเชียงคนอกตัญญูเช่นนี้ก็คงจะไม่พ้นคมหอกคมดาบ ตายเสียดีกว่า คิดดังนั้นแล้วนางเจียสีก็เข้าไปผูกคอตายเสีย

ฝ่ายเตียปังเชียงไปถึงเนียมฮั่นแล้ว ก็บอกกับเนียมฮั่นว่าพระเจ้าซ้องเกาจงหนีกิมงึดตุดมาพักอยู่ที่บ้านข้าพเจ้า ขอท่านจงได้เร่งไปจับตัวโดยเร็วเถิด เนียมฮั่นได้ฟังก็ความยินดี คุมทหารสามพันไปกับเตียปังเชียง ครั้นถึงบ้านบ่าวเตียปังเชียงแจ้งความว่า นางเจียสีบอกความกับพระเจ้าซ้องเกาจงหนีไปแต่เวลาคืนนี้ นางเจียสีก็ผูกคอตายเสียแล้ว เตียปังเชียงได้ฟังเสียใจนัก เนียมฮั่นจึงว่าพระเจ้าซ้องเกาจงก็หนีไปแล้ว ท่านจงไปอยู่ในกองทัพกับเราเถิด เตียปังเชียงก็ยอม เนียมฮั่นจึงพาเตียปังเชียงไปเมืองโอวก๊วง

ฝ่ายเฮงตัดพาทหารเดินทางมาจะไปบ้านเตียปังเชียงพบพระเจ้าซ้องเกาจง ก็ทำเป็นตกใจเข้าไปคำนับทูลถามว่า เหตุใดพระองค์กับขุนนางจึงได้ความลำบากพากันมาเที่ยวอยู่ดังนี้ พระเจ้าซ้องเกาจงก็เล่าความแต่หลังให้ฟังทุกประการ เฮงตัดจึงทูลว่าเวลาก็จวนเย็นขอเชิญพระองค์เสด็จประทับอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าก่อนเถิด พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางก็ไปพักอยู่บ้านเฮงตัด เฮงตัดเห็นได้ทีก็ให้ทหารจับพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางคุมขังไว้ แล้วเฮงตัดก็รีบไปยังกองทัพทหารเนียมฮั่น บอกเนียมฮั่นว่าจับพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางไว้แล้ว เนียมฮั่นมีความยินดีคุมทหารรีบมากับเฮงตัด

ฝ่ายเฮงเฮาหยูบุตรเฮงตัด เห็นพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางต้องคุมขังอยู่ก็สงสารนัก คิดจะปล่อยไปเสียก็เป็นการละเมิดต่อคำสั่งของบิดา ครั้นจะคุมเอาไว้เนียมฮั่นมาถึงก็คงจะทำอันตราย ตัวเราเกิดในแผ่นดินของท่าน ก็คงตกอยู่ในคนอกตัญญูต่อเจ้านาย คิดดังนั้นแล้วก็เชิญพระเจ้าซ้องเกาจงเอาไปส่งเสียนอกบ้าน แล้วเฮงเฮาหยูก็กลับเข้ามาเอากระบี่เชือดคอตาย

ฝ่ายเฮงตัดพาเนียมฮั่นมาถึงบ้านแจ้งความว่า เฮงเฮาหยูปล่อยพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนหนีไปเสียแล้ว เฮงเฮาหยูเชือดคอตาย เนียมฮั่นโกรธนักจึงว่าครั้งก่อนเตียปังเชียงก็ลวงเราทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ท่านมาลวงเราอีกเราจะเอาตัวไว้ แล้วสั่งให้ทหารรื้อบ้านเฮงตัดเสียสิ้น เนียมฮั่นก็พาเฮงตัดตามพระเจ้าซ้องเกาจงไป

ฝ่ายเฮงเต็กซิวเป็นพี่น้องกับเฮงเฮาหยูชอบพอรักใคร่กัน คิดว่าเฮงเฮาหยูตามเสด็จพระเจ้าซ้องเกาจงไป เฮงเต็กซิวก็รีบตามไปทันพระเจ้าซ้องเกาจง ไม่เห็นเฮงเฮาหยูแล้วก็กลับเดินสวนทางมาพบกองทัพเนียมฮั่นเฮงตัดกลางทาง ก็เข้าไปคำนับเฮงตัด เฮงตัดให้เฮงเต็กซิวนำทางไป เฮงเต็กซิวจึงมาคิดว่า ถ้าเราจะนำไปให้พบพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางทั้งหกคนแล้วก็คงจะมีอันตราย ด้วยเฮงเฮาหยูเพื่อนรักของเราเขาคิดสงสารเวทนาแล้วจึงได้ปล่อยมา ถ้าเราจะนำไปให้พบก็จะเป็นคนไม่รักเพื่อนและอกตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดิน จำจะนำไปเสียทางอื่นอย่าให้พบเลย คิดดังนั้นแล้วก็นำกองทัพเนียมฮั่น เฮงตัด เดินไปทางอื่น ครั้นไปถึงทางแห่งหนึ่งเฮงเต็กซิวแกล้งพาเนียมฮั่น เฮงตัดข้ามเนินเขาไป พบพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางทั้งหกคนนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ เฮงเต็กซิวเห็นก็ตกใจจึงคิดว่าตัวเราแกล้งนำทางเนียมฮั่น เฮงตัด มาปรารถนาจะไม่ให้พบพระเจ้าซ้องเกาจง กลับมาพบเข้าดังนี้ก็เป็นกรรมของเราเหมือนไม่มีกตัญญูต่อเจ้านายเสียใจนัก เฮงเต็กซิวก็วิ่งไปโจนลงทางด้านหน้าผาถึงแก่ความตาย

ฝ่ายพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางทั้งหกคนเห็นเฮงตัดพาเนียมฮั่นตามมาก็ตกใจหนีขึ้นไปบนเขา เฮงตัด เนียมฮั่นก็คุมทหารตามขึ้นไปได้ครึ่งทางพอฝนตกหนัก เนียมฮั่นกับเฮงตัดและทหารทั้งปวงปีนขึ้นไปไม่ได้ด้วยก้อนศิลานั้นลื่นนัก เนียมฮั่นกพาทหารกลับลงมาพักอยู่ที่เชิงเขา พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางหกคนขึ้นไปบนเขาพบศาลเทพารักษ์ศาลหนึ่งก็พากันหนีฝนเข้าไปอาศัยร่มอยู่ ฝนที่เขานั้นเผอิญตกพรำไปกว่าสิบวัน

ฝ่ายงักฮุยซึ่งตั้งกองทัพอยู่ ณ เมืองทันจิว อยู่มาวันหนึ่งมีทหารม้าใช้เข้ามาแจ้งความว่ากิมงึดตุดให้ยกกองทัพไปตีหัวเมือง ซึ่งขึ้นกับเมืองกิมเหลงนั้นห้ากอง ตัวกิมงึดตุดยกไปตีเมืองทิมเหลง บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจข้าศึกแล้วพระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางสนิทก็อพยพหนีออกจากเมืองกิมเหลง หาแจ้งว่าจะหนีไปตำบลใดไม่ งักฮุยได้ ฟังดังนั้นก็เสียใจชักกระบี่จะเชือดคอตายเสีย เตียเฮียนกับซีฉวนเข้าชิงกระบี่ออกจากมือได้แล้วเตียเฮียนจึงพูดว่า ท่านก็เป็นชายชาติทหาร บัดนี้เจ้านายได้ความเดือดร้อนหนีออกจากเมืองแล้วควรที่จะยกทัพไปช่วยป้องกันจึงจะชอบ ซึ่งท่านจะทำคิดสั้นฆ่าตัวเสียดังนี้จะมิเป็นคนไม่มีกตัญญูต่อเจ้านายหรือ งักฮุยว่าซึ่งท่านพูดนี้ก็ชอบอยู่ เมื่อเรายกกองทัพมานั้นก็รู้อยู่แล้วได้พูดไว้กับกิมจงเปีย การก็มาเป็นเหมือนคาดเหมือนหมายจนใจอยู่ด้วยเราเป็นผู้น้อยต้องมาตามรับสั่งจึงได้เสียใจนัก แต่พระเจ้าซ้องเกาจงจะเสด็จไปอยู่ตำบลใดก็ยังไม่แจ้ง จูกัดเองจึงว่า ท่านอย่าวิตกข้าพเจ้าได้เล่าเรียนมาบ้าง ข้าพเจ้าจะเชิญเทวดาลงมาทรงให้แจ้งว่า พระเจ้าซ้องเกาจงจะไปอยู่ตำบลใด งักฮุยก็มีความยินดี จูกัดเองจึงกระทำบูชาเชิญเทวดาลงมาสิง แล้วเทวดาก็เขียนคำโคลงบทหนึ่ง ใจความว่า พระอาทิตย์ส่องรัศมีสว่างอยู่ฝ่ายเมืองเชียงจิว เมืองทันจิว ถ้ามีผู้มีฝีมือสามารถก็ให้เร่งไปเถิดจะพบที่เขาอันสูง ครั้นได้โคลงของเทวดาแล้วก็พากันยินดี งักฮุยจึงพูดกับนายทหารทั้งปวงว่า พระเจ้าซ้องเกาจงคงเสด็จอยู่ในแขวงเมืองเชียงจิวเมืองทันจิวสองเมืองเป็นมั่นคงในแขวงเมืองทั้งสองนั้นมีเขาเป็นอันมากจะรู้ว่าพระเจ้าซ้องเกาจงเสด็จอยู่ที่เขาไหนจึงให้หานายทหารเอกผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในเมืองเชียงจิว เมืองทันจิวเข้ามาแล้ว ให้จดชื่อเขาแต่บรรดามีในแขวงเมืองเชียงจิว เมืองทันจิวให้สิ้นเชิง ครั้นได้บัญชีรายชื่อเขาแล้วก็เอาเข้าไปบูชาอธิษฐานว่า ถ้าพระเจ้าซ้องเกาจงเสด็จอยู่เขาไหน ขอให้เทวดาเอาพู่กันเขียนเป็นสำคัญไว้ที่ชื่อเขานั้น

ครั้นแล้วก็เอามาดูเห็นมีอักษรสามตัวว่า งูเท่าซัว งักฮุย เห็นดังนั้นก็มีความยินดี จึงเกณฑ์ทหารห้าพันมอบให้งูเกายกไปก่อนงักฮุยคุมทหารยกตามไปภายหลัง งูเกายกไปถึงเขางูเท่าซัวแล้วเห็นมีกองทัพตั้งล้อมอยู่ งูเกาจึงถามทหารทั้งปวงว่าทางซึ่งจะขึ้นไปบนเขานั้นมีอยู่หรือไม่ ทหารผู้หนึ่งบอกว่าหนทางที่จะขึ้นไปบนเขานั้นมีอยู่ทางหนึ่งชื่อออเฮียเนี้ย เป็นทางใหญ่เดินไปมาสบายกว่าทางอื่น งูเกาจึงให้ทหารผู้นั้นนำทางขึ้นไป ครั้นไปถึงที่พระเจ้าซ้องเกาจงเสด็จพักอยู่ ก็มีความยินดีจึงลงจากม้าเข้าไปคำนับแล้วทูลว่า งักฮุยแจ้งว่าพระองค์จากเมืองมาอยู่ที่เขานี้ ให้ข้าพเจ้าคุมทหารมาป้องกันรักษาพระองค์กับขุนนางทั้งปวง แต่งักฮุยนั้นก็จะยกทหารมาต่อภายหลัง พระเจ้าซ้องเกาจงกับขุนนางทั้งหกคนค่อยคลายความวิตก งูเกาจึงให้ทหารไปเที่ยวรักษาตามหนทางซอกเขาไว้ทุกแห่ง ไม่ให้ข้าศึกขึ้นมาได้

ฝ่ายเนียมฮั่นครั้นเห็นฝนสงบหนทางค่อยแห้งแล้วจึงคุมทหารขึ้นไปบนเขา เห็นทหารตั้งสกัดทางอยู่ทุกทางก็กลับลงมา ให้ทหารรีบไปบอกกับกิมงึดตุดให้ยกกองทัพใหญ่มาช่วยโดยเร็ว

ฝ่ายงูเกาเห็นเนียมฮั่นคุมทหารจะขึ้นมาบนเขา ก็ให้ทหารม้าใช้รีบไปเร่งให้งักฮุยยกกองทัพมาโดยเร็ว ทหารม้าใช้ไปถึงกลางทางพบงักฮุยบอกว่า งูเกาให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านรีบยกกองทัพไปโดยเร็ว งักฮุยก็รีบยกกองทัพไปถึงเขางูเท่าซัวขึ้นไปบนเขาคำนับพระเจ้าซ้องเกาจง พระเจ้าซ้องเกาจงเห็นงักฮุยมาก็ทรงกันแสงเล่าความตั้งแต่ต้นให้งักฮุยฟังทุกประการ ขณะนั้นเตียปอทหารสอดแนมของงักฮุยจับได้เด็กชายผู้หนึ่งมาให้งักฮุย งักฮุยถามว่าตัวเป็นทหารผู้ใดใครใช้ให้มาสอดแนมจงบอกไปตามความจริง เด็กผู้นั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นทหารผู้ใด อาจารยใช้ให้ข้าพเจ้ามาฟังข่าวดูว่ากองทัพซึ่งมาตั้งอยู่บนเขานี้จะเป็นทัพผู้ใด งักฮุยจึงถามว่าอาจารย์เจ้านั้นอยู่ที่ไหน เด็กชายผู้นั้นบอกว่า อาจารย์ข้าพเจ้าเป็นหลวงจีน อยู่ ณ วัดเง็กฮือเก๊งที่เชิงเขานี้ งักฮุยจึงถามว่า วัดนั้นกว้างขวางอยู่หรือจะพาพระเจ้าซ้องเกาจงไปพักอาศัยอยู่จะได้หรือไม่ เด็กนั้นก็ว่าได้ งักฮุยก็พาพระเจ้าซ้องเกาจงไปพักอยู่ที่วัด ลีกังจึงกราบทูลพระเจ้าซ้องเกาจงว่างักฮุยนั้นมีความชอบมากนัก ขอพระองค์ตั้งให้งักฮุยเป็นแม่ทัพใหญ่สำเร็จราชการจึงจะควร พระเจ้าซ้องเกาจงเห็นชอบจึงตั้งงักฮุยเป็นที่บูเชียงก๋งแม่ทัพใหญ่สำเร็จราชการทั้งสิ้น บูเชียงก๋งได้รับที่ตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แล้ว จึงทำหนังสือกฎหมายสำหรับทัพประกาศแก่นายทัพนายกองและทหารเลวมีความสิบสี่ข้อ ข้อหนึ่งว่า ถ้าเรียกชื่อถูกไม่มา ใช้ไม่ไปตามสั่งก็มีโทษ ข้อสองว่าผู้ใดจะเข้าออกในค่ายให้บอกผู้รักษาประตูก่อน ถ้าละลาบละล้วงเข้ามาก็มีโทษ ข้อสามว่าได้ยินเสียงกลองไม่เข้ารบ ได้ยินเสียงม้าล่อไม่ถอยก็มีโทษ ข้อสี่ว่าถ้าแม่ทัพมิได้สั่งการให้ยกไป ตัวบังอาจล่วงเกินยกไปกระทำตามอำเภอน้ำใจก็มีโทษ ข้อห้ายกไปถึงบ้านเมืองใดห้ามมิให้เที่ยวกระทำข่มเหงฉกชิงทรัพย์สิ่งของของราษฎร ตั้งแต่เป็ดตัวหนึ่งไก่ตัวหนึ่งขึ้นไป ถ้ามิฟังก็มีโทษ ข้อหกมิให้ผู้ใดฉกชิงแย่งภรรยาและบุตรของราษฎรมาข่มขืนเป็นภรรยานอกจากบิดามารดาญาติพี่น้องยอมอนุญาตให้ก็มีโทษ ข้อเจ็ดถ้าแม่ทัพนายกองปรึกษาข้อราชการสิ่งใด ๆ กันเป็นการลับมาแอบแฝงฟัง เอาความไปเล่าพูดให้อื้ออึงไปแก่ผู้อื่น ๆ ก็มีโทษ ข้อแปดเมื่อกำลังจะสู้รบกับข้าศึก ห้ามมิให้เหลียวแลดูการอื่น ๆ ถ้าไม่ฟังก็มีโทษ ข้อเก้าการศึกกำลังติดพันกันอยู่ ห้ามมิให้เล่นการพนันต่าง ๆ ถ้ามิฟังก็มีโทษ ข้อสิบห้ามมิให้พูดจาแก่งแย่งทุ่มเถียงทะเลาะวิวาทกัน ในเมื่อกำลังจะทำศึกสงคราม ถ้ามิฟังก็มีโทษ ข้อสิบเอ็ดห้ามมิให้พูดจาหลอกลวงโปรยปรายเล่นให้ทหารตกใจอื่นเข้าใจผิด ๆ ไปต่าง ๆ ก็มีโทษ ข้อสิบสองห้ามมิให้เสพสุราให้เมาเกินประมาณ จนเสียราชการก็มีโทษ ข้อสิบสามแม่ทัพบัญชาให้ไปตั้งซุ่มอยู่ที่แห่งใด ๆ ห้ามปากเสียงมิฟังขึ้นอื้ออึงก็มีโทษ ข้อสิบสี่ให้นายทัพนายกองตั้งใจระวังรักษากฎหมายให้แข็งแรงอย่าให้เห็นแก่ผู้กระทำผิด ถ้าผู้ใดกระทำล่วงเกินกฎหมายสิบสี่ข้อนี้แล้ว ควรจะเอาโทษถึงตายก็ให้ตาย นายทัพนายกองรู้หนังสือกฎหมายประกาศแล้วก็ตั้งใจรักษามิได้มีความประมาทแต่งูเกานั้นพูดกับพวกพ้องของตัวว่า บูเชียงก๋งกับเราก็ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน ถ้าเวลาบูเชียงก๋งออกว่าราชการเราจะเสพสุราให้เมาสักวันหนึ่งดูบูเชียงก๋งจะว่าประการใด

ฝ่ายบูเชียงก๋งตั้งแต่ออกกฎหมายประกาศแล้วก็มีความวิตก จึงให้หาทึงฮวยเข้ามาพูดปรึกษาว่า กฎหมายซึ่งเราตั้งประกาศออกไปสิบสี่ข้อนั้นคิดวิตกอยู่สองข้อ ข้อที่ห้ามมิให้เสพสุราเมาเกินประมาณ ข้อหนึ่ง ห้ามมิให้พูดจาตลกคะนองโปรยปรายอันหาประโยชน์มิได้ ให้ทหารทั้งหลายเข้าใจผิด ๆ ไปต่าง ๆ ความสองข้อนี้กลัวงูเกาจะไม่ฟังทำล่วงกฎหมาย จะทำโทษหรือก็เป็นมิตรสหายเพื่อนกัน ครั้นจะไม่ทำโทษก็จะเสียกฎหมายอาญาศึกสงครามไป ท่านจงไปทำอุบายตามเราคิดไว้ บูเชียงก๋งก็กระซิบบอกข้อความให้ ทึงฮวยได้แจ้งแล้วก็ไปหางูเกาเห็นงูเกานั่งเสพสุราอยู่ ทึงฮวยจึงพูดว่า บัดนี้บูเชียงก๋งจะให้ข้าพเจ้าไปตามเร่งกองลำเลียงเสบียงอาหารมาส่งกองทัพ ข้าพเจ้าเกรงอยู่ด้วยกองทัพเนียมฮั่นตั้งขวางหน้าอยู่ คิดจะเชิญท่านไปเป็นเพื่อนกันด้วย งูเกาก็รับว่าจะไป ทึงฮวยว่าเวลาพรุ่งนี้บูเชียงก๋งออกว่าราชการ ท่านกับข้าพเจ้าจะเข้าไปหาบูเชียงก๋งด้วยกัน แต่ท่านอย่าเสพสุราเข้าไปจะเสียราชการ งูเกาก็รับคำ ครั้นเวลาเช้าบูเชียงก๋งออกว่าราชการ ทึงฮวยกับงูเกาและนายทหารทั้งปวงเข้าไปพร้อมกันตามเคย บูเชียงก๋งแกล้งพูดว่ากองส่งลำเลียงก็ยังไม่มาถึง ข้าศึกก็ตั้งขวางหน้าอยู่ เราจะให้ทึงฮวยไปเร่งเสบียงป้องกันมาแต่ผู้เดียวก็ไม่ไว้ใจ ผู้ใดจะอาสาไปกับทึงฮวยได้บ้าง งูเกาก็เข้ารับอาสาว่าจะไป บูเชียงก๋งจึงว่างูเกานี้ฝีมือก็พอประมาณ จะสู้รบต้านทานฝีมือเนียมฮั่นได้แล้วหรือ งูเกาได้ฟังก็นึกโกรธยิ่งนักมีมานะขึ้น จึงว่าข้าพเจ้าจะขอรับอาสาไปแต่ผู้เดียว ถ้าไม่ได้ราชการของท่าน ก็จงทำโทษให้จงหนักเถิด บูเชียงก๋งว่าท่านรับแข็งแรงแล้วก็ดีอย่าได้มีความประมาทเลย บูเชียงก๋งก็ทำหนังสือเร่งเสบียงไปถึงผู้รักษาเมืองเชียงจิวฉบับหนึ่งมอบให้งูเกาไป งูเกาคำนับลาไปถึงเชิงเขาแลไปเห็นเนียมฮั่นตั้งอยู่

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ