ฉันท์เยาวพจน์ ตอน ๔

บทละคร

บทร้อง

๏ จำจี้มะเขือเปราะ กะเทาะหน้าแว่น พายเรือแอ่นๆ กะทั่งต้นกุ่ม ได้ผัวหนุ่มๆ ดีเนื้อดีใจ ขอด้ายขอไหม เย็บผ้ายายชี เขาโห่กาลี เขาตีโมงครุ่ม ขยุ้มหน้ากลอง สายบัวใบทอง อาบน้ำท่าไหน อาบน้ำท่าวัด ได้แป้งไหนผัด ได้กระจกไหนส่อง เยี่ยมๆ มองๆ เจ้าขนมทองเอยฯ

๏ ผัดเจ้าล่อ ข้าวเหนียวสองห่อ ไม่พอกันกิน ฯ

๏ ไล่ให้ทัน ให้มันสองหัว ให้ผัวสองคน ฯ

๏ ดอกเอ๋ยดอกุ่ม ได้ผัวหนุ่มๆ เจ้าก็ชุ่มจิตต์เอย ฯ

๏ ดอกเอ๋ยเจ้าดอกสร้อย สีนวลน้อย ฯ น่าเอ็นดู ฯ

๏ อมขยุกขยุย ไม้ไผ่ตายขุย มันนกลงหัว ใครไม่เอากูเป็นผัว ฉิบหายๆ ฯ

๏ แม่หว้ายแม่วี แม่ปวดท้องขี้ กระโจนลงน้ำ ฯ

๏ มาละเหวยมาละวา แก้เอาผ้า นมยานโตงเตง ตะละลาๆ ฯ

รวม ๗ บท

บทขยาย

๏ เมื่อนั้นโฉมเจ้าจ้ำจี้นาถา
อยู่เดียวเปลี่ยวใจทำไร่นาเพาะมะเขือแตงกวาเวลาจน
ให้วิบัติขัดเข็ญเป็นคราวเคราะห์มะเขือที่เคยเปราะไม่เป็นผล
เกิดเป็นหนอนบ่อนเน่าเข้าปะปนกลับพิกลมากะเทาะน่าแว่นไป
นางละห้อยน้อยจิตต์คิดแค้นลงเรือพายแอ่นเที่ยวไถล
อยากจะหาผัวหนุ่มให้กลุ้มใจพายไปโดยจิตต์คิดคนึง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โล้

๏ โดนพุ่มกุ่มน้ำเข้าตำเฮือกหัวเรือเสือกเข้าตลิ่งนิ่งบึ้ง
ที่ต้นกุ่มหนุ่มป๋อมากรออึงนางตะลึงขวยเขินสะเทิ้นอาย
ล้วนแต่พวกจิงโจ้กับเท้งเต้งโย่งเย่งยุ่มย่ามอยู่หลามหลาย
นางมิได้ชอบจิตต์คิดระคายก็ย่างกรายขึ้นไปนั่งฝั่งนที ฯ

ฯ ๔ คำฯ เสมอ

๏ บัดนั้นฝูงเด็กเป็นหมู่อยู่อึงมี่
ต่างเล่นสนุกคลุกคลีเห็นนางจ้ำจี้มานั่งเซา
นางนี้ท่วงทีจะเป็นบ้าทางท่าง่วงโงกโศกเศร้า
จะล้อหลอกหยอกเล่นเช่นบอเบาพวกเราพรักพร้อมเข้าล้อมรำ
บ้างตบมือเลี้ยวลัดผัดเจ้าล่อข้าวเหนียวสองห่อไม่พอหม่ำ
บ้างเลียนล้อล่อหลอกออกท่าทำล้วนฝูงเด็กคลาคลํ่าชุลมุน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวรำ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้แค้นจิตต์คิดฉุน
ฉวยไม้ไล่ตีอยู่เป็นจุณวิ่งวุ่นก้าวก่ายกระจายไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้นฝูงเด็กหนีพลางทางปราไศรย
ไล่ข้าให้ทันอย่าพรั่นใจทั้งเผือกมันจะให้เอาไปกิน
ลางคนร้องว่าแม่อย่ากลัวจะให้ผัวสองคนมีทรัพย์สิน
นางแค้นวาจาน้ำตารินผันผินหยุดยั้งนั่งโศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ แล้วเหลียวแลแปรพักตร์ดูซ้ายขวาเห็นหลวงยายเดินมาน่าบัดสี
ดูผ้าผ่อนขาดวิ่นสิ้นดีสงสารยายชีรำคาญตา
ร่างกายแก่คร่ำทำงกเงิ่นด่วนเดินสับส่ายคล้ายๆ บ้า
สาวศรีมีจิตต์คิดศรัทธาขอด้ายไหมเด็กมาเย็บผ้าชี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เด็กเล็กล้อมกลุ้มรุมโห่ว่าชีบ้าผ้าโหว่ไม่เป็นอี้
ต้องอาบัติสังฆาปาจิตตีบ้างโห่ว่ากาลีหลวงชีโลน
ต่างคนหัวเราะเยาะเล่นบ้างตบมือเต้นเผ่นโผน
ต่างตีโมงครุ่มรุมตะโพนที่โลนเข้าขยุ้มกุ่มหน้ากลอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นโฉมนางนารีไม่มีสอง
เลื่องลือชื่อนางสายบัวทองก็เยื้องย่องเดินมายังท่าชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เด็กหมู่อยู่หลามก็ถามไปจะอาบน้ำท่าไหนเที่ยวเดินด้น
นางแกล้งหลอกเล่นเป็นกลจะอาบชลลงท่าที่หน้าวัด
เด็กตามถามล้อต่อแย้งจะเอาแป้งที่ไหนได้ไปผัด
เอากระจกไหนส่องมองชัดของวัดเครื่องใช้ก็ไม่มี
นางสะเทิ้นเดินกรายอายเหนียมทำเยี่ยมๆ มองๆ จะย่องหนี
พอเห็นเรือเจ้าขนมสมยินดีออกวาทีเรียกร้องขนมทองเอย
นางก็ลงโดยสารไปบ้านด้วยร้องขายพายช่วยทำหน้าเฉย
ลอยล่องตามคลองชลาเลยขนมทองแม่เฮ้ยอร่อยใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โล้

๏ เมื่อนั้นนวลนางจ้ำจี้ศรีใส
ครั้นฝูงเด็กหลวงชีลับลี้ไปอรไทยเยื้องย่างมาฝั่งชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงนั่งในพุ่มไม้อยากจะได้ผัวหนุ่มที่กุ่มต้น
เห็นเท้งเต้งเรือลอยปล่อยวนเทพดลมากระทั่งฝั่งนที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นเจ้าพระยาจิงโจ้โตกว่าหมี
เห็นนางรูปรวยสวยดีทำทีนั่งซุ่มในพุ่มไม้
ให้มีจิตต์คิดรักนักหนาดูหน้ายิ้มย่องผ่องใส
ควรจะเป็นคู่ครองต้องใจคิดจะใคร่และเลี้ยวเกี้ยวพา
จึงมีวาจาปราไศรยพี่มีใจเอ็นดูแม่หนูจ๋า
มาอยู่ไยคนเดียวเปลี่ยวเอกาเชิญลงมากินหมากให้ปากแดง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ฟังกิจแล้วคิดแหนง
เห็นรูปร่างผิดคนพิกลแปลงพูดจาน่าแคลงหลากใจ
จึงว่าข้านี้เป็นมนุษย์ผิดเพศพิรุธจะรักใคร่
ท่านเอ็นดูพลูหมากไม่อยากไปไม่พอใจปากแดงอย่าแกล้งกวน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ฟังถ้อยละห้อยหวล
ยิ่งแรงรักพักตร์กริ่มยิ้มยวลจึ่งกล่าวกลอนเป็นกระบวนชวนชิด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ส่งดอก

๏ ดอกเอ๋ยดอกกุ่มได้ผัวหนุ่มๆ ก็ชุ่มจิตต์
พี่เป็นเทวดาวราฤทธิ์นฤมิตกายาลงมาชม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ดอกเอ๋ยดอกสร้อยสีนวลน้อยๆ ก็พอสม
อย่าระคางห่างเหินเชิญภิรมย์สมบัติพี่มีถมในนที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฟังเอ๋ยฟังคำเฉื่อยฉํ่าเพราะฉิวเหมือนนิ้วจี้
ว่าผัวหนุ่มกลุ้มใจไม่ใยดีไม่เคยเห็นเช่นนี้ข้ารำคาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย เมื่อนั้นจิงโจ้ฟังคำซํ้าสงสาร
จะต้องเสกมนตราวิชาการก็โอมอ่านตามบทกำหนดตัว
มือประณมว่าโอมขยุกขยุยไม่ไผ่ตายขุยมันลงหัว
ขอพระเดชเวสสุกรรม์มาพันพัวใครไม่เอากูเป็นผัวฉิบหายเอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระรัว

๏ พอขาดคำซ้ำปาด้วยชานหมากโดนปากนางเปาะช่างเหมาะเหมง
นางสยองต้องมนต์คนเสงเคร็งแล้วแลเล็งสพพักตร์ก็รักกัน
แต่มารยาทำผวาว่าหวีดว้ายเจ็บอุทรจะขยายวาโยลั่น
จะหาที่ลี้ลับก็ยากครันจึงอุบายผ่อนผันจะโจนชล
ทำเป็นทีร้องเล่นเช่นทารกประณมมือเหนืออกสยองขน
ขึ้นยืนยั้งตั้งท่าสัปดนทำเล่ห์กลกาลีทีตลุง
จึ่งร้องว่าแม่ไหว้ใส่แม่วีแม่ปวดท้องเต็มทีก็โจนผลุง
ดำลงไปในน้ำทำฟุ้งดูไพรพลุ่งผลุดผลอยลอยวน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ รัว

๏ ครั้นเต็มกลั้นพลันโผล่โผหนีมันวนลามตามรี่ไม่เป็นผล
เล่นกาลีรี่ลอยออกรอบตนนางจ้ำจี้สัปดนเสียงคนฮา
พวกชาวเรือชาวแพแลเห็นว่าช่างเล่นสัปดนเหมือนคนบ้า
มันไม่อายชายหญิงในนาวาต่างเฮฮาเย้ยเยาะหัวเราะอึง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ตกจิตต์คึดไม่ถึง
หมายว่านางตกน้ำลงต้ำตึงโดดทลึ่งไปรับกลับขึ้นเรือ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพวกจิงโจ้เท้งเต้งล้วนเก่งเหลือ
เห็นหน้านางจืดจ้อนเหมือนหย่อนเกลือผิดผิวเนื้อแก้ผ้าเห็นนมยาน
ต่างคนเต้นโลดกระโดดล้อบ้างตบมือล่ออยู่ฉาดฉาน
ว่ามาละเหวยมาละวาน่ารำคาญแก้ผ้านมยานโตงเตงตะลา
ต่างคนเยาะเล่นอยู่เช่นนี้เหมือนแบบบทบาลีทารกว่า
คำพระพิศณุกรรม์สรรมาจึงจดจำตำรามากล่าวกลอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงเร็ว

บทร้อง

๏ คนเอ๋ยคนทรง รูปร่างบรรจง เขามาตกแต่งไว้ หน้าเจ้าขาว เหมือนดังลาวปอกไข่ ช่างงามกะไร เทวาสรรเอย ฯ

๏ ดอกไม้ห้อยหู สีชมพูห้อยบ่า คนทรงเขามา นั่งคอยถ้าช้าแล้ว พระทูลกระหม่อมฉัน เอย ฯ

๏ ขอเชิญเสด็จเอยใช่ไม่เคยอยู่เมื่อไร
พ่อมาด้วยเรือก็กลัวช้าพ่อมาด้วยม้ามโนไมย
มาแล้วอย่าแวะอย่าเวียนอย่าให้เปลืองเทียนเปลืองไต้
มาแล้วก็จะหนีน้องไปใครเลยจะรู้ว่าเสด็จมา เอย ฯ
๏ เชิญเอยเชิญลงเชิญพระองค์สี่ทิศ
องค์ไหนศักดิ์สิทธิ์นฤมิตลงมา
เข้าสู่น้องข้าเจ้าตาดำ เอย ฯ
๏ เชิญเอยเชิญลงเชิญพ่อบุญคง
มาลงโรง เอย ฯ
๏ ต้อยตริดติดต้อยเอาตัวไปห้อย
ที่โสนคางคกกินยาว่าจะให้ลูกตก
เจ้าโสนคางคกอกแตกตาย เอย ฯ
๏ กะเกยเลยละกุ้งกะมุกไม้ ฯ

๏ กะเกยลำภู ใครมาแลดู เอากูออกก่อน สาวศรีพี่น้อง ตะต้องตังเม เลเพหัวหอม กระท่อมติงเปรียะ ฯ

๏ ตารอดปอดแฉ่ง ผัวนางแมงดา ฯ

๏ หมูบหมีบคีบชน มนไหม้ไห้หา เลขผาหัวแดง กินแตงโมดิบ ฯ

๏ ปักกะทารา หมาน้อยคาบกะลา สักกะผลุงตุ้งเหม่ง ฯ

รวม ๑๑ บท

บทขยาย

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้โกรธาพาสมร
จูงนางพลางไล่ตลุมบอนตีต้อนบ่าวไพร่อยู่ไปมา
จึงว่าเหม่ไฉนอ้ายเหล่านี้มาฮาโห่มเหษีเล่นหวา
มึงมิได้เกรงจิตต์คิดอาญาอ้ายคนใดร้องตะลาจะจับตัว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นเท้งเต้งขนพองสยองหัว
ต่างรู้ว่าผิดคิดกลัวหลบลี้หนีตัวไม่อื้ออึง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นขุนชะเลหายพิโรธไม่โกรธขึ้ง
ก็จูงนางคลาไคลใจคนึงอย่าดื้อดึงเยื้องย่องเข้าห้องใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งแนบแอบกายสายสมรวิงวอนมิ่งมิตรพิศมัย
พี่รักเจ้าเท่าเทียมหฤทัยจะเลี้ยงเจ้าเป็นใหญ่กัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้อายจิตต์ประดิษฐ์ว่า
อย่าพิไรใส่สรรพรรณาฉันไม่เชื่อวาจาที่พาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คำโลมชาตรี

๏ น้องเอ๋ยน้องแก้วบุญแล้วพบกันอย่าหันหนี
จะดึงดื้อถือใจไม่ใยดีวันนี้ตายราบไม่หยาบคาย
เป็นไรเป็นไปไม่ฟังเจ้าเวลานี้ที่เมานะโฉมฉาย
เข้าประคองต้องหัตถ์สัมผัสกายหลงสะเบยเลยสบายฤทัยบาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ยอดอนงค์สงสาร
แสนภิรมย์ชมเชิงละเลิงลานนงค์คราญสุขสมภิรมย์ใน
อยู่แสนสำราญนานมาแต่บุตรีบุตรานั้นหามีไม่
ขุนชะเลน้อยจิตต์ผิดใจคิดจะใคร่บ่วงบนหาคนทรง
ก็กวักเรียกสาวใช้มาในที่จึงมีวาจาโดยประสงค์
เจ้าเร่งไปหาตาเฮียกงให้จัดแจงคนทรงมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสาวใช้ประณตบทศรี
รับคำอำลาไม่ช้าทีออกมายังที่กลางนาวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ มาลงศาลเจ้าลำเจียกร้องเรียกเฮียกงส่งภาษา
แปลเป็นคำไทยท่านใช้มาให้หาคนทรงไปลงโรง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นเฮียกงก๋งเถ้าคุยโผง
อั้วลื้อขื่อไล้นัยน์ตาโพลงเห็นชาวในใจโปร่งน้ำลายพรู
จึ่งว่ามาเจี๊ยะเหลาเฮี๊ยะก่อนอั้วเป็นนายอากรกระเป๋าอู๋
แล้วจึ่งตอบไปได้เอ็นดูราชการก็รู้อยู่ด้วยกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นสาวใช้เคืองขุ่นหุนหัน
อย่าลดเลี้ยวเกี้ยวพาให้ช้าครันข้าเกลียดขี้ฟันนายอากร
จงรีบจัดแจงแต่งไว้จะอยู่ช้าไม่ได้ข้าลาก่อน
แม้นทรงไทยใส่ทับร้องรับกลอนสั่งแล้วบทจรกลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงจึงก้มประณมกรทูลไทยภูธรเป็นใหญ่
จัดไว้ได้สิ้นทั้งจีนไทยภูวไนยจงทราบพระบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นเจ้าพระยาจิงโจ้โอ่อ่า
จัดแจงแต่งตนลนลานมาชวนสุดาไปศาลเทวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งที่เก้าอี้พร้อมหมู่เสนีย์สาวสรรค์
จึ่งให้คนทรงมาลงพลันให้พร้อมกันโทนทับคอยรับตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางมตมารยาหน้าผี
จึงจัดธูปเทียนพานมาลีพนมมือถือดีแล้วหลับตา
พวกลูกคู่โทนทับก็รับร้องตามทำนองแบบบทกำหนดว่า
แม่คู่คนเคยก็เอ่ยมาเป็นบทกลอนวอนว่าทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ คนเอ๋ยคนทรงรูปร่างบรรจงเขาแต่งไว้
หน้าขาวเหมือนหนึ่งลาวปอกไข่งามกะไรเทพสรรกลั่นมา
ดอกไม้มาร้อยห้อยหูซัดสีชมพูขึ้นห้อยบ่า
คนทรงมานั่งคอยถ้าราช้าแล้วพระทูลกระหม่อมเอย
แล้วว่าเชิญเอ่ยเชิญลงเชิญพระองค์สี่ทิศที่คิดเฉลย
องค์ไหนศักดิ์สิทธิ์นิมิตต์เลยลงมาเชยน้องข้าเจ้าตาดำ
ยังแถมขอเชิญเสด็จเอยใช่ไม่เคยเมื่อไรพระไทยป้ำ
มาแล้วอย่าแวะอย่าเวียนซ้ำอย่าทำให้เปลืองไต้แลไฟเทียน
มาเรือช้าก็มาม้ามโนไมยแล้วหนีน้องไปทำหันเหียน
ใครจะรู้ว่าเสด็จมาเยี่ยมเยียนทำถือเทียนสั่นรัวตัวโอน
ยังไม่ทรงสนิทจิตรหลงขอเชิญพ่อบุญคงศีร์ษะโกร๋น
จงมาลงโรงข้าแล้วท้าโทนทำโยกโยนโย้ตัวหัวโคลง ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย ก็เร่งร้องเร็วรี่ให้ถี่เข้ามิใช่เจ้าใช่นายผีตายโหง
นางมตเท็จมารยาหน้าโกงทำโคลงกลอกหน้าตาปรือ
ต่างหมอบกราบราบถามตามสงไสยท่านเสด็จมาแต่ไหนฤๅกระสือ
จะเสวยหมูหนามน้ำจัณฑ์ฤๅลูกช้างจะไปซื้อมาบวงบน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นนางมตวางเรื่อยเปื่อยป่น
แม้นจะให้ศักดิ์สิทธิ์ติดกำนลจะบวงบนสิ่งใดไม่ได้การ
ข้านี้คือผีตาเมืองเหี้ยที่พลัดตกต้นผักเบี้ยกำแพงฐาน
ศักดิ์สิทธิ์ฤทธิ์ระบือออกชื่อนานเราเป็นผีโบราณชาญไชย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลเชื่อทรงไม่สงไสย
จึ่งว่าท่านตาเมืองเรืองไชยจงเมตตาข้าให้มีบุตรา
ด้วยนางจ้ำจี้เป็นที่สุดไม่มีบุตรสืบสายไปภายน่า
ท่านจงปราณีมีเมตตาจะถวายมาลาละครยก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเจ้าเมืองตัวดีผีโกหก
ทำโคลงหันเหียนเวียนวกมือกอดอกแหงนหน้าหลับตาปรือ
ผเอิญทายพอเหมาะฉะเพาะถูกว่าท่านอยากมีลูกผู้ชายหรือ
จะได้ชมสมคำที่ลํ่าฤๅแม้นนับถือต้องกำนลบนตัวงอ
ละครยกโรงละไพไม่เป็นผลจะแก้บนก็เอาเหรียญติดเทียนล่อ
คิดสิ่งใดจะได้สมอารมณ์พอจะต่อบุตรวงศ์อย่าสงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นเจ้าพระยาจิงโจ้โมหา
เชื่อถือซื่อใจในวาจาก็รับว่าให้กำนลบนปัจจัย
พอผีออกพลบคํ่าสำราญรื่นก็กลับคืนเข้าห้องค่อยผ่องใส
จูงกรจ้ำจี้ด้วยดีใจสู่ที่ห้องในกับชายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งแนบแอบนางพลางพิไรเราจะได้สมมาตรปรารถนา
เสียแรงได้บวงบนสนทนาจะถวายเงินตราเจ้าตาเมือง
ว่าจะได้บุตราอย่าร้อนจิตต์ขอพี่ต้องลองนิดเถิดเนื้อเหลือง
จะสร้างสัตว์ปัฏิสนธิ์ให้ชนเนืองจึงรุ่งเรืองศาสนาตถาคต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ปัดกรค้อนขยด
นี่อะไรใคร่อ้างสร้างพรตไม่ศรัทธาอย่ามาจดจะเจ็บองค์ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้องเอยน้องแก้วพี่บาลีกล่าวไว้อย่าไหลหลง
แม้นผู้ใดไม่สร้างสืบสุริยวงศ์ไม่พบองค์เมตไตรยไปนรก
เป็นคนกำม์หนาชะตาหมันจะศูนย์สั้นพวกพรรคอักกะฎก
พระศรีธาตุยังไม่ตัดสลัดยกท่านยังอุปถัมภกไว้แทนองค์
ก็นี่เราเป็นมนุษย์บุถุชนจะไว้ตนไม่สร้างทางนิสงส์
เห็นจะต้องสู่อะบายบ่ายตรงเชิญเจ้าลงแต่ผู้เดียวให้เปลี่ยวใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ทรงเอ๋ยทรงสัตย์อย่าเพ่อตัดเมียรักผลักไส
น้องนี้กลัวนรกตกลงไปภูวไนยอย่าพิโรธโกรธเมีย
ฉะเพาะสร้างอย่างไรมิได้ว่าจงเมตตาอย่าผลักให้ดักเดี้ย
น้องกลัวไฟลามมาตามเลียจะทำเยียอย่างไรได้ปราณี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แค้นเอยแค้นจิตต์เมื่อกี้ขัดดัดจริตสบัดหนี
ยมบาลท่านคงเห็นดอกเช่นนี้ถึงไฟลามตามจี้ก็ช่างใคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทูลเอยทูลหัวทีหลังไม่เล่นตัวผลักไส
อย่าให้ถึงยมบาลรำคาญใจอรไทยซบพักตร์ลงโศกี ฯ

ฯ โอด ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลเจ้ากระบวนสรวลศรี
สมจิตรคิดหมายอุบายดีประโลมปลอบชอบทียียวน
นิ่งเสียเถิดน้องอย่าร้องไห้พี่มิได้ทิ้งขว้างคิดห่างหวน
เวลานี้ดึกชัดสงัดจวนก็ชื่นชวนม่อยพับหลับไป ฯ

ฯ ตระ ฯ

๏ ขุนชะเลนอนสนิทนิมิตต์ฝันเลยละเมอเพ้อพรั่นหวั่นไหว
นางจ้ำจี้ตื่นกระหนกตกใจอรไทยปลุกสั่นขึ้นทันที ฯ

ฯ เจรจา ฯ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ตกจิตรคิดว่าผี
ครั้นรู้สึกนึกได้ใจดีจึ่งว่าพี่ฝันเพ้อละเมอไป
ก็เล่าความตามสุบินจนสิ้นเรื่องพอแสงทองรองเรืองประเทืองไข
ต่างชำระพักตร์ผ่องละอองใยสำราญใจตรองตรึกนึกยินดี
จิงโจ้สงไสยในเรื่องฝันเหหันคิดหวนชวนจ้ำจี้
ออกมาหน้าเก๋งแก้วมณีนวลนางจ้ำจี้ก็ตามมา ฯ

ฯ เสมอ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งบนเก้าอี้พร้อมหมู่เสนีย์อยู่ถ้วนหน้า
จึ่งว่าใครเป็นครูรู้ตำราจงมาทำนายทายสุบิน ฯ

ฯ เจรจา ฯ

๏ บัดนั้นตารอดปอดแฉ่งผู้แจ้งสิ้น
เป็นผัวนางแมงดายุพาพินชาววารินนับถือออกชื่อครู
จึงน้อมกายขอทายทำนายฝันเคยสำคัญพูดฉลาดไม่บาดหู
เวลานี้ฤกษ์ยามงามพอดูเชิญท่านผู้ฤทธิแรงจงแจ้งความฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลฟังตารอดปอดแฉ่งถาม
เล่าสุบินสิ้นข้อให้พองามกล่าวไปตามเรื่องวิกลแต่ต้นมี
ว่าคืนนี้ใกล้แจ้งจวนไก่ขันหลับสนิทนิมิตต์ฝันวิเศษศรี
ว่าเสียงปี่ต้อยตะริดติดตอยดีแล้วเรานี้เสียใจให้ขัดเคือง
ด้วยไม่มีบุตรามาสืบสายยิ่งน้อยจิตต์คิดอายจะลือเลื่อง
ไม่อยากอยู่อดสูแก่ชาวเมืองคิดแค้นเคืองจะผูกศอมรณา
ก็วิ่งไปที่ต้นโสนน้อยเอาเชือกผูกตัวห้อยกิ่งพฤกษา
หวังจะให้บรรไลยไม่คืนมาบันดาลเทวดามาช่วยทัน
ยังมีคางคกกายสิทธิ์สำแดงฤทธิ์เต้นหยอยมาลอยหัน
แล้วร้องว่าจะให้ยาสำคัญใครกินพลันลูกตกดกทุกคน
ท่านอย่าเพ่อตายทำลายชีพจงเร่งรีบกลับไปจะได้ผล
จงเอายานี้ไปไว้แก้จนว่าแล้วทำกลอกแตกตาย
เราได้ยาคลาไคลไปสักครู่พอพบอ้ายตุ๊ดตู่ปลาดหลาย
มันอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ลายพอเห็นคนเดินกรายก็ออกมา
มันพูดได้เหมือนคนพิกลหลากร้องเรียกให้กินหมากปากแดงจ้า
เราก็แวะเข้าไปได้เจรจามันอวดว่าจะทำนายซึ่งร้ายดี
ว่าท่านนี้อยากมีบุตราจะนับยามสามตาให้ถ้วนถี่
เราเข้าใจในทางข้างโหรีแล้วนับนิ้วพลิ้วจี้จับยาม
ว่ากะเกยเลยละกุ้งกะไล่ถึงมุกไม้แล้วจึ่งว่าท่านอย่าขาม
จะได้บุตรชายชาติฉลาดงามเราก็ถามต่อไปเมื่อไรมื
มันจึ่งจับนับไล่ไปเป็นคู่ว่ากะเกยลำภูทำจดจี้
แล้วใครมาแลดูตามคัมภีร์กูนี้ออกก่อนเป็นกลอนไป
กินข้าวกับเกลือเหลือให้น้องอีกตะต้องตังเมเลเพไล่
หัวหอมกระท่อมติงเปรียะไปแล้วบอกให้เดือนนี้จะมีครรภ์
เราได้ฟังตุ๊ดตู่ผู้วิเศษก็ดีใจได้สังเกตจำมั่น
พอพวยพุ่งรุ่งแจ้งแสงหิรัญก็ตื่นพลันเท่านี้พี่ช่วยทาย ฯ

ฯ ๒๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นโหรรอดปอดแฉ่งแจ้งขยาย
จึ่งคูณเลขนับยามตามอุบายคำก็คล้ายเด็กเล่นเป็นตำรา
ว่าหมุบหมิบคีบชนหม่นไหม้ให้หาใส่ซ้ำเสกว่าเลขผา
หัวแดงกินแตงโมดิบมาแล้วทายว่าฝันนี้ดีสุดใจ
ซึ่งคางคกเทวดามาบอกเหตุสมจิตต์เจตนานึกทุกสิ่งได้
เพราะจะมีบุตราเหมือนว่าไว้จะเรืองอิทธิ์ฤทธิไกรไชยโย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลฟังทายไม่หายโง่
ว่าเมื่อใดจะได้ลาโภจะมีทุกข์สุขโขประการใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นตารอดปอดแฉ่งสำแดงไข
แล้วนับยามสามตาว่าไปจำได้แต่เล็กเป็นเด็กซน
นับยักว่าปักทาราหมาน้อยคาบกะลาไปทั้งขน
แล้วต่อว่าสักกะผลุงด้งเหม่งวนทั้งลาภเหมาะเคราะห์ปนจะเป็นไภย
จึ่งน้อมกายทายว่ามหาลาภแต่เคราะห์คาบร้ายแปมมาแกมใส่
แม้นมีบุตรสมจิตรที่คิดไว้ข้างน่าไปท่านจะม้วยด้วยบุตรา
ขอท่านจงระวังสังเกตไว้ของแสลงสิ่งใดย่อมพิษกล้า
ด้วยข้าวเหนียวน้ำผึ้งก็เป็นยาเสวยอย่าแทรกกระสายนมควายเลย
เพราะเหตุเพศท่านเป็นจิงโจ้ผึ้งกับควายไภยโยอย่าเสวย
ทั้งข้าวเหนียวก็เป็นคู่สัตรูเคยเวรอาฆาฏชาติเลยที่ล่วงมา
เพราะเทพตุ๊ดตู่ผู้อาเพดจึ่งแจ้งเหตุในนิมิตต์ปฤษณา
สำแดงเรียกกินหมากปากแดงทาจะพรรณาให้เลอียดขี้เกียจแปล
อยากจะใคร่แจ้งความถามตุ๊ดตู่ด้วยท่านรู้เข้าใจทั้งไขแก้
ข้าพเจ้าต่ำต้อยรู้น้อยแท้ทำนายแต่ตามฉะบับบังคับมา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ รัว

บทร้อง

๏ ลูกสาวใครเอย ลูกสาวชาวเหนือ ทาขมิ้นเป็นเนื้อ ทำอะไรก็ไม่เป็น หุงข้าวตะละหม้อ สิ้นฟืนเป็นเกวียนเข็ญ ทำอะไรก็ไม่เป็น อีหน้าทะเล้นไม่มีอาย ฯ

๏ ลูกสาวใครเอย ลูกสาวชาวใต้ มีท้องต้องไส้ สากะใจอุแม่นา ฯ

๏ วันเอ๋ยวันนี้ พี่จะไปคล้องช้าง ข้ามทุ่งเหวบาง ข้ามเขามะโนรมย์ ข้ามเขินเนินไสล ข้ามไม้ไพรพนม ปากพี่ก็ร้องชม มือก็ไขว่ชะลอมพลาง มือข้างโน้นจะไขว่ถี่ มือข้างนี้จะไขว่ห่าง เก็บได้ใส่หลังช้าง มาฝากเอวบางอุแม่นา ฯ

๏ ผัดพ่อผัด ช้างงาลัด แทงคนไม่เข้า ฯ

๏ ช้างๆ ช้างตัดเต่าร้าง ช้างกินใบไผ่ วัวกินหญ้า ม้ากินสลัดใด เจ้าสังศิลป์ไชย ทาขมิ้นเหลืองอ่อน บุหรี่บ้าหรั่น นางจันตะละแมะ นางสั้นหน้าแกะ โจ๋งจ๊ะกะโจ๋งถิ่ง ฯ

๏ เจ้าเนื้อละเอียดเอย ช้างเข้าพะเนียด แม่มิให้เจ้าไปดู ช้างนั้นตกน้ำมัน มันก็คลั่งเป็นบ้าอยู่ แม่มิให้เจ้าไปดู บุญชูเจ้าคนเดียว เอย ฯ

รวม ๖ บท

บทขยาย

๏ เมื่อนั้นเจ้าพระยาจิงโจ้โมหา
หลงเชื่อโหรรอดทายเจรจาทั้งปรีดาทุกข์ถมกรมทวี
พอเจ้าขนมทองมาร้องขายกับนางสายบัวทองผ่องศรี
พอเห็นให้มีจิตต์คิดยินดีจึ่งถามนางจ้ำจี้ว่าลูกใคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางจำจี้ศรีใส
ด้วยจิตต์คิดหึงตะบึงไปจึ่งว่าให้แสนชั่วตัวกาลี
อีคนนี้ลูกสาวเขาชาวเหนือทาขมิ้นเป็นเนื้อน่าบัดสี
ทำอะไรก็ไม่เป็นไม่เห็นดีจะหุงข้าวแต่ละทีสิ้นฟืนเกวียน
จะให้ทำสิ่งใดก็ไม่เป็นอีชาติข้าหน้าทะเล้นเหมือนแกล้งเขียน
ไม่มีอายขายขามสิ้นความเพียรอย่าวนเวียนถามไถ่ไม่อยากยิน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางสายบัวสดับก็กลับผิน
สะบิ้งสะบัดขัดแค้นนางแสนลิ้นมาหยาบช้าว่าสิ้นทุกสิ่งไป
นางคนท้ายจึ่งถามไปตามเลยว่าลูกสาวใครเหวยข้าหมั่นไส้
นางสายบัวตอบความตามบทไปว่าลูกสาวชาวใต้ตามชายมา
แม้นมีท้องต้องไส้ไม่รู้เพราะมากชู้หนุ่มๆ ที่กุ่มท่า
ท้องโตไม่รู้ตัวมัวหลับตาก็สะสาใจมันเท่านั้นเอง ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้แสนโกรธกระโดดเหยง
น้อยหรือว่าได้ไม่ยำเกรงพวกเท้งเต้งจับมาจะฆ่าตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเท้งเต้งฟังคำนางจ้ำจี้
ต่างลงเรือเล็กไล่ไปคลุกคลีขุนชะเลให้ทีมิให้ทัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ บัดนั้นนางสายบัวตกใจไหวหวั่น
รีบจ้ำหนีไปมิให้ทันพวกเท้งเต้งเหหันกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจ้ำจี้แค้นจิตต์ด้วยอิจฉา
เห็นสามีให้ทีแก่เสนานางข่วนค้อนค่อนว่าสาระพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นเท้งเต้งกองตระเวรเจนกำปั่น
ได้ข่าวคชเผือกพลายหมายสำคัญมาก้มเกล้าอภิวันทน์บอกข่าวพลายฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ชื่นชมสมหมาย
หูไวใจเร็วทั้งวุ่นวายจึ่งสั่งเสนานายให้เตรียมพล
เราจะไปโพนช้างในกลางป่าอย่าได้ช้าเร็วรัดจัดพหล
โขลนทวารควาญหมอที่รู้มนต์ให้เตรียมพลพร้อมไว้ในบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเท้งเต้งกราบลามาเร็วรี่
ไปกลางนาวาไม่ช้าทีขวาซ้ายนายมีเป็นกองๆ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จึงหมายจ่ายแจกกันทั่วให้จัดแจงเตรียมตัวสิ้นทั้งผอง
ครบเสร็จเร็วไวดังใจปองก็รีบกลับมาสนองขุนชะเล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ดีใจไม่หวนเห
สมอารมณ์สมมาตรคาดคะเนจะจับสารตัวเอ้เศวตพลาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งว่าวันเอ๋ยวันนี้พี่จะไปคล้องช้างอย่าหมางหมาย
ต้องข้ามทุ่งเหวบางทางสบายดำรงกายข้ามเขามโนรมย์
ข้ามทั้งโขดเขินเนินไสลข้ามดัดลัดไม้ระรื่นร่ม
ต้องบุกป่าฝ่าไม้ไพรพนมปากพี่ชมมือจะไขว่ชะลอมพลาง
เจ้าทายว่ามือไหนจะไขว่ถี่หรือมือนี้พี่ไซร้จะไขว่ห่าง
แล้วจะเก็บผลไม้ใส่หลังช้างฝากเอวบางจ้ำจี้พี่เดียวเอย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ฟังว่าหน้าเฉย
ยังเคืองแค้นแน่นใจไม่สะเบยเชิญไปเชยชมป่าให้สาใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ปลอบนางอย่าหมางไหม้
พี่จะรีบลีลาศประพาสไพรอรไทยจงอยู่ช่วยดูการ
สั่งพลางจัดแจงแต่งตนแปรงขนสร้อยคาดดูอาจหาญ
แพรระบายสายรัดสะเอวพานปลอกสังวาลย์สวมศอละออตา
แต่งเสร็จยุรยาตรผาดผายขี่จิงโจ้ตัวนายกำลังกล้า
เร่งให้เคลื่อนคลาดยาตราไปข้ามทุ่งเหวป่ามโนรมย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงเหวบางทางรกเร่งยกโยธาเข้าป่าร่ม
พ่มพุ่งดงไม้ไพรพนมก็ข้ามเขามโนรมย์ชมเพลิน
หินชะโงกโกรกตรอกงอกงุ้มเป็นติ่งตุ่มตั้งแง่แลเขิน
ดั่งคนแกล้งแต่งปั้นเป็นชั้นเนินรีบด่วนเดินข้ามตัดลัดไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชมดง

๏ เห็นพิหคนกสลับจับพฤกษาเอนกนับคณนามิใคร่ได้
บ้างจับคูคู่เคียงเรียงพิไรเลียบไม้โผผินแล้วบินจร
มะกลํ่าเกลือเหลือดีสีอร่ามบู้หรี่พระรามแลกระเช้าสีดาสลอน
แม้นจ้ำจี้เจ้ามาในดงดอนจะวิงวอนให้พี่สอยมาร้อยพวง
จึ่งจักไม้มาไขว่ชะลอมใส่จะเก็บไปฝากน้องประคองหวง
มือไขว่ห่างไขว่ถี่มีคนท้วงไม่เคยไขว่ใจห่วงถึงนวลนาง
เก็บมะกลํ่าตาหนูกับบู้หรี่กระเช้าสีดาได้ไม่หมองหมาง
อุตส่าห์เก็บเหน็บไว้ใส่หลังช้างฝากเอวบางขนิษฐาข้าคนเดียว
เห็นสัตว์จัตุบาทประหลาดร้ายทั้งเสือสีห์หมีควายฤทัยเสียว
เร่งให้เคลื่อนพหลพลเกรียวท่องเที่ยวแสวงหาคชาธาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงกลางพงดงใหญ่เห็นหมู่คชขวักไขว่ในไพรสาณฑ์
สั่งให้ตังพลับพลาอย่านานจะตักโพนคชสารในที่นี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาพร้อมกันขมันขมี
เกณฑ์ไพร่ตัดไม้ในพงพีคลุกคลีชวนกันให้ทันการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ทั้งจิงโจ้เท้งเต้งเร่งรัดบ้างตัดไม้หลักปักกันสาร
ทำที่ทับพลับพลาไม่ช้านานก็เสร็จการตั้งมั่นในทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ที่ชำนาญชาญป่ากล้าหาญก็ขี่สารต้อนโขลงโยงมามี่
เลือกคัดจัดไว้ให้พอดีคอยฟังธิบดีจะสั่งมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลชัยชาญชำนาญกล้า
ยุรยาตรขึ้นประทับพลับพลาคอยดูคชากลางแปลง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้นเสนาฝ่ายสารชาญกำแหง
ให้ขับพวกคชสารร้ายแรงแทรกแซงเข้าคล้องจ้องคันจาม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นหมอสารชาญไชยมิได้ขาม
ขับพลายรายแทรกเข้าแหวกตามเลือกดูผู้งามก็คล้องพลัน
ควาญค่อยถอยขยับกลับคชเชือกบาศปลดปล่อยทิ้งให้วิ่งหัน
บ้างคอยรับจับหลักชักเชือกพันพวกพลายกันแซงแก้เข้ารับงา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นโขลงเถื่อนคชสารพล่านนักหนา
ชุลมุนวุ่นวายเป็นโกลานางแปลกแทรกหน้าคอยระวัง
ยัดเยียดเบียดร้องคนองวิ่งที่ลูกน้อยพลอยกลิ้งหกล้มปั๋ง
ดิ้นตลุบแม่ทุบเสียงดังปังลูกขึ้นได้เซซังเข้ากินนม
บ้างวิ่งแหวกแตกโขลงตะโพงร้องทำคนองอาละวาดเลืยงขรม
ไล่แทงคนดูบ้างตรูล้มทั้งหญิงชายวิ่งกลมพันละวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ อ้ายที่สัปดนคนกล้าเข้าล้อล่อหน้าทำแข็งขัน
ว่าผัดๆ ช้างงาลัดไม่กลัวมันไล่ไม่ทันแทงเรามิเข้าเลย
พลายกำลังคลั่งใจไล่ตะเพิดเลยตะเลิดมืดหน้าลงงาเสย
เที่ยวรุกรานบ้านป่าเสียงวาเวยว่าช้างๆ มาละเหวยระวังตัว
เห็นคนตัดเต่าร้างอยู่กลางป่าไล่ลงงาแทงผิดหวิด ฯ หัว
พบกอไผ่เขียวเคี้ยวกินนัวริมฝูงวัวกินหญ้าที่นาปรัง
มีม้าแดงแฝงตนต้นกฐินเข้าแอบกินสลัดใดไม่เหลียวหลัง
เจ้าพลายตรงงาม้ามรณังแล้วเลยคลั่งเข้าป่าพนาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ มาจะกล่าวบทไปคือเจ้าสังข์ศิลป์ไชยเรืองศรี
ขณะนั้นยังเที่ยวหลงในพงพีจะไปหาฤๅษีพอพบพลาย
ก็พลอยวิ่งเริดเตลิดไปเห็นพ้นไภยตรึกตรองเที่ยวมองหมาย
อยากจะหาคู่ครองประคองกายค่อยเยื้องกรายหน้านวลกระบวนดี
รูปทรงผิวผัดประภัสสรทาขมิ้นเหลืองอ่อนละออศรี
เยื้องย่างมาถึงห้างนางนารีขายบู้หรี่บ้าหรั่นพรรณนา
เห็นสองสตรีพี่น้องนั่งชะม้ายขายของลอองหน้า
ให้คิดรักทักถามตามราคาเจ้าแก้วตาขายบู้หรี่กี่ตัวเฟื้อง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นนางสั้นหน้าแกะเนื้อเหลือง
ว่าบู้หรี่นี้แปลกขายแขกเมืองฉุนที่สุดจุดไม่เปลืองสองตัวไพ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นเจ้าสังข์ต่อสามตามวิไสย
ถ้าดีแท้เป็นจำนำกันร่ำไปแต่บ้าหรั่นนั้นเท่าไรแม่หนูเล็ก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นนางจันตะละแมะพึ่งรุ่นเด็ก
ว่าบ้าหรั่นตราองุ่นฉุนกว่าเจ๊กขวดละเหรียญอย่างเล็กเมาขมำ
เจ้าสังข์คนดื้อซื้อบ้าหรั่นไขไม่ทันต่อยขวดเทดวดคว่ำ
ดื่มอดหมดเมากลอกเกล้ารำร้องโจ๋งถํ้าโจ๋งถิ่งเหมือนลิงโลน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

๏ บัดนั้นฝูงเด็กทั้งหลายหมายว่าโขน
พากันมาดูเขารำโทนบ้างก็เต้นโลดโผนเสียงเฮฮา
ที่ลูกเล็กเด็กน้อยก็พลอยแต้บ้างรบแม่อยากจะไปร้องไห้จ้า
แม่ปลอบห้ามปรามตามตำราเหมือนบทว่าเจ้าเนื้อละเอียดเอยฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เวลานี้ช้างเล่าเข้าพะเนียดบ้างแตกโขลงวิ่งเสียดลงงาเสย
แม่มิให้เจ้าไปดูเขาเลยช้างมันเคยตกน้ำมันเป็นบ้าใจ
เจ้าบุญชูอยู่เรือนเป็นเพื่อนแม่อย่าพลอยแต้ตามเขานั้นไม่ได้
คำมารดากล่อมบุตรนี้สุดใจกำหนดไว้เพียงเท่านี้ที่มีมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

บทร้อง

๏ โพนเพนเอย กะเด็นสายนาค น้ำท่วมฟาก กระจายดอกพริก อีแม่ระริก อีแม่ระรวย ตัดตองกล้วย มารองบายศรี รัศมีตี ฆ้องน่าวง อ้ายคงเป่าปี่ กระดี่ชะมด อ้ายคดตีแฉ่ง ค้างคาวปากแหว่ง อุ้มลูกมาดู สะดุดขี้หมู สะดุดขี้หมา หกล้มปากแตก สะดุดหญ้าแพรก แตกเสียทำเนา พี่เพรานกกระจอก ผักบุ้งหญ้างอก ทองหลางใบมน ชนก้นยายมอญ ปิดประตูใส่กลอน นอนเสียกลางวัน ไก่ขันเอ๊กเอ๊ก ฯ

๏ ตั้งไข่ล้ม มาต้มไข่กิน ไข่ตกดิน ใครอย่ากินไข่เน้อ ฯ

๏ ไกวแขนเสีย จะด่วนไป ลูกร้องไห้ ด่วนไปด่วนมา ฯ

๏ ตบมือแปะๆ ว่าจะได้กินปลา ไปถึงศาลา ก็จะให้กินนม ฯ

๏ แม่ใครมา น้ำตาใครไหล ได้เบี้ยสองไพ ติดก้นแม่มา ฯ

๏ จันทร์เจ้าเอย ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง ขอยายชัง เลี้ยงน้องข้าที ขอยายมี เลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง ฯ

๏ อายตุ๊กแกเอย ตัวมันลายพร้อยๆ งูเขียวตัวน้อย ห้อยหัวลงมา คนนอนไม่หลับ มากินตับเสียเถิดวาฯ

๏ เจ้าเนื้อนุ่มเอย อุ้มเจ้านักจะเคยมือ วางเจ้าลงเสียบ้างเถิดฤๅ บุญลือเจ้าคนเดียวเอย ฯ

๏ เจ้าเนื้อลมุนเอย เนื้อเจ้าอุ่นเหมือนสำลี แม่มิให้ผูใดต้อง เนื้อเจ้าจะหมองศรี ทองดีเจ้าคนเดียว เอย ฯ

๏ เจ้าทรามสวาดิเอย ใจแม่จะขาดลงรอนๆ ใจแม่จะขาดเด็ด ลงวันละเจ็ดท่อน ขวัญอ่อนเจ้าคนเดียว เอย ฯ

๏ เจ้าเนื้อเย็นเอย แม่มิให้เจ้าไป เล่นที่หาดทราย ครั้นว่าน้ำขึ้นมา มันจะพาเจ้าลอยหาย แสนเสียดายเจ้าคนเดียว เอย ฯ

รวม ๑๑ บท

บทขยาย

๏ เมื่อนั้นนวลนางจำจี้เสนหา
ตั้งแต่สามีไปจับคชากัลยาครรภ์แก่ได้แปดเดือน
เจ็บปวดยวดยิ่งอุทรนักนางนงลักษณ์ระทวยทอดจะคลอดเคลื่อน
ครวญครางพลางพิไรใจเฟือนอารมณ์เหมือนจะวินาศขาดใจ
พอฤกษ์ดีปัจจุไสมยจะใกล้แจ้งกำเริบแรงกรรมชวาตก็หวาดไหว
นางก็คลอดบุตรามาไวอรไทยครวญครางพลางโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลหวนจิตต์คิดหมองศรี
แต่แรมป่าช้านานประมาณปีคิดถึงมเหษีที่อาไลย
จึ่งสั่งให้เตรียมทัพกลับสถานพร้อมอำมาตย์ราชการน้อยใหญ่
ได้สมหวังดังประสงค์จำนงค์ใจก็รีบเร่งพลไกรไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ข้ามทุ่งมุ่งตัดลัดป่าได้สิบห้าวันไปในไพรสี
ครั้นมาถึงท่าวารีก็จรลีลงไปในนาวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นั่งบนเตียงเคียงมิตรพิศพักตร์ประหลาดนักบุตรใครไฉนหนา
เจ้าเนื้อเจ้าหนังช่างเจรจาเป็นชายโสภาน่าเอ็นดู
เจ้าเอามาอุ้มไว้ทำไมใครให้บอกพี่เห็นดีอยู่
จะเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญชูมานี่เถิดหนูอย่าโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้แกล้งปดประชดว่า
บุตรนี้ไม่มีบิดาลอยมาตามจอกระลอกชล
ตัวท่านแสนสุขสนุกใจชมไพรพฤกษีนารีผล
ข้าอยู่เดียวเปลี่ยวเปล่าเฝ้าทุกข์ทนแต่ร่ำบ่นคอยหาก็กว่าปี
นี่บุตรกำพร้าหน้าเหมือนใครดูให้แน่ชัดอย่าบัดสี
ผู้ใดเป็นบิดาอย่าราคีคงจะมีแม้นหมายคล้ายกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลนิ่งพิศคิดอั้น
รูปร่างพักตร์คิ้วผิวพรรณเหมือนเราทั้งนั้นก็ลูกกู
อุหวาคิดว่าเป็นบุตรใครนี่เจ้าออกเมื่อไรแม่เจ้าหนู
เมื่อพี่ไปท้องไส้ไม่ทันรู้คิดดูนึกได้ไม่สงกา
พี่เที่ยวเผลอเพลินเกินไปอรไทยอย่าถือโทษา
เนื้อนุ่มขออุ้มสักหน่อยราให้บิดาชื่นชมสมฤไทย
เย้าหยอกหลอกล้ออ้อแอ้ทำมือแต่ๆ อยู่ขวักไขว่
ยินดีปรีเปรมเกษมใจมิได้กินแหนงแคลงวิญญา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งเรียกเสนาเข้ามาสั่งเราจะตั้งนามบุตรเสนหา
จะทำขวัญลูกน้อยกลอยตาจงจัดหาบายศรีที่อย่างดี
นางแม่ระริกแม่ระรวยสำหรับตัดตองกล้วยรองบายศรี
ทั้งโหรพราหมณ์ตามอย่างต่างๆ มีจัดเครื่องพิธีให้พร้อมพลัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเสนาอัญชุลีขมีขมัน
รับบรรหารคลานถอยจรจรัลมากลางกำปั่นทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เรียกบ่าวชาวที่มีตำแหน่งให้เร่งรัดจัดแจงแต่งบายศรี
เครื่องสมโภชทำขวัญอันมีพร้อมกันคลุกคลีได้ดังใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นเจ้าโพนเพนพราหมณ์เฒ่าผู้ใหญ่
เห็นฤกษ์ไม่ดีจะมีไภยนานไปจะขจัดพลัดกัน
จึ่งมาประณมก้มเกศทูลเหตุห้ามฤกษ์ให้เลิกขวัญ
บุตรท่านคนนี้กาลีครันทูลแล้วอภิวันท์หมอบกราน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้โกรธากล้าหาญ
เหม่อ้ายอุบาทว์ชาติมารมาทัดทานลางร้ายใส่ลูกกู
กะทืบเท้าลุกโลดโดดเต้นถีบถูกโพนเพนกระเด็นหวู
กำลังขัดใจดังไฟวูโจมจู่ใส่จ้ำกระหน่ำไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ บัดนั้นโพนเพนพลาดตกหกไถล
ลงน้ำดำรี่หนีไภยก็ลอยไปตามสายนาคา
น้ำขึ้นท่วมฟากหลากหลายดอกพริกลอยกระจายเป็นหนักหนา
จิงโจ้หายโกรธก็โดดมาให้เสนาทำขวัญในวันนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นนางแม่ระริกช่างบายศรี
กับนางแม่ระรวยช่วยคลุกคลีไปตัดตองกล้วยตะนีมาบัดใจ
เย็บจีบเป็นกลีบเจ็ดชั้นแล้วพันด้วยตองมารองใส่
บายศรีซ้ายขวาอันอำไพเสร็จแล้วตั้งไว้ที่มณฑล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้นจิงโจ้ผู้เจนเป็นต้น
กับนางจ้ำจี้นฤมลอุ้มบุตรเข้ามณฑลทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้นโหราให้ลั่นฆ้องใหญ่
สังข์แตรแซ่เซ็งระเบ็งไปพิณพาทย์วงใหญ่ประโคมตี
ตาหมื่นรัศมีฝีมือคล่องเข้าตีฆ้องน่าวงอ้ายคงปี่
เป่าตะริดติดตอยละห้อยดีนิ้วกระดี่วนจังหวะเป็นชะมด
อ้ายคดคนมือหยาบตีฉาบแฉ่งเสียงผางแผ่งลือชาปรากฏ
เห็นค้างคาวปากแหว่งน่าแข้งคดอุ้มบุตรเลี้ยวลดบินมาดู
พาลูกเวียนวนเที่ยวซนเซอะสะดุดเลอะกอหญ้ามูลหมาหมู
ซ้ำสะดุดหญ้าแพรกแตกเลือดพรูปากคอคู่เจ็บชํ้าก็ทำเนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ พี่เพราจับนกกระจอกมาหลอกเจ๊กแกล้งเบียดเด็กเข้ามาดูทำขวัญเขา
บ้างเด็ดผักบุ้งงอกซอกตะเภาแล้วเด็ดเอาทองหลางใบมนมา
เห็นยายมอญดูเพลินเดินวนมันชนก้นแกเล่นเหมือนเช่นบ้า
แกขัดใจไพล่เข้าห้องท้องเภตราปิดบานทวาราใส่กลอนนอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ประหลาดใจไก่ขันกลางวันเวกเสียงเอ๊กๆ ให้ฤกษ์สโมสร
ให้จุดเทียนเวียนโบกทุมาจรประโคมร่อนเสียงโห่เป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เวียนเทียน

๏ ครั้นครบเจ็ดรอบระบอบเวียนก็ดับเทียนเจิมพักตร์ด้วยคาถา
อย่างเวทเพศพราหมณ์ตามมีมาอวยพรกุมาราขนานนาม
ให้ชื่อขุนทองผ่องพักตร์สมศักดิ์ทุกประเทศเขตต์ขาม
จะสืบวงศ์คงข้อต่อความเห็นงามพร้อมจิตต์ที่คิดการ
ขุนชะเลเห็นนาระเกอ่อนจึ่งหยิบมายอกรอธิษฐาน
แม้นบุตรเราจะได้ครองสนองนานได้ว่าการแทนเราเจ้าชะเล
ขอให้มะพร้าวอ่อนนี้ปลูกเป็นผลดกดีประหลาดเล่ห์
เมื่อเจ้าได้คู่ควรไม่รวนเรนาระเกต้นดกเป็นผลมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นสิ้นเสร็จคำอธิษฐานสั่งให้พนักงานไปปลูกที่
อุ้มบุตรนำนุชจรลีเข้าที่ห้องในไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้นจิงโจ้ปรีเปรมเกษมสา
แสนภิรมย์ชมนุชบุตราแล้วเรียกพี่เลี้ยงมารับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงซ้ายขวาอัชฌาไสย
ก้มเกล้าเข้าประคองโลมใจคำนับรับไปให้นิทรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนทองขัดใจร้องไห้จ้า
ยิ่งปลอบไม่ชอบในอุราร่ำไรโศกาดิ้นรน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ร้อนรุ่มทุกขุมขน
เดือนหงายอยากจะใคร่จรดลไปบนยิ่งท่าศาลามี
จึ่งว่าดีฉันจะครรไลขึ้นไปสักครู่จงอยู่นี่
ร้อนรุ่มกลุ้มนักดั่งอัคคีว่าแล้วจรลีเดินไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สีนวล

๏ เมื่อนั้นขุนชะเลฟังบุตรไม่หยุดไห้
เห็นเมียเดินช้าระอาใจเมื่อไรจะได้กลับมา
จึ่งมีวาจาว่าไปให้แกว่งแขนเสียขนิษฐา
อย่าทำกระบวนด่วนไคลคลาบุตราร้องไห้ไม่ด่วนเดิน
ทรามสงวนจงด่วนกลับมาสงสารลูกยาอย่าห่างเหิน
นิ่งเสียเถิดหนอพ่อจำเริญหยอกเอินหลอกล่อให้พอใจ
ตบมือแปะๆ ได้กินปลาฤๅจะไปศาลาอย่าร้องไห้
จะได้กินนมสมฤไทยสั่งให้พี่เลี้ยงเคียงประคอง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงอุ้มรับจับต้อง
นิ่งเสียเถิดหนาอย่าร้องประคองชันคอล้อไป
ว่าตั้งไข่ล้มต้มไข่กินไข่ใดตกดินต้องกินไข่
ชันคออ้อแอ้ทำแชไปข้าวปลาหาไว้ส่งให้กิน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นขุนทองชื่นชมสมถวิล
เห็นปลาคว้าป้ายเข้าหลายชิ้นเลือกกินปลาเปล่าเจ้ามารยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงแกล้งรำทำท่า
ช่างฉลาดเลือกกินแต่ชิ้นปลาก็หัวเราะเยาะว่าหยอกเย้า
ทำท่าแล้วว่าเฉิบๆกินข้าวไม่เปิบกินปลาเปล่าๆ
แม้นแม่เขามาจะว่าเอาจะทำตาขาวเล่าเจ้ามารยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นนวลนางจ้ำจี้เสนหา
ได้อัฐสองไพในศาลาก็ขอดผ้าเหน็บชายกระเบนไว้
คิดถึงลูกยาเวลาดึกทั้งนึกถึงผัวจะสงไส
เจ้าจึ่งรีบกลับมาฉับไวก็คลาไคลเดินมาไม่ช้าที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงนาวามาในห้องเสียงลูกร้องไม่หยุดสุดบัดสี
หวนคิดเมตตาปราณีจรลีเดินเข้ามาหาลูกชาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงว่าสมอารมณ์หมาย
เออแม่ใครมาอย่าวุ่นวายน้ำตาใครไหลพรายจะหายพลัน
พรุ่งนี้พี่จะซื้อขนมให้ได้อัฐสองไพเป็นแม่นมั่น
พี่ดูยามตามบทไม่ปดกันอัฐสี่อันติดก้นมารดามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้นจ้ำจี้ตกจิตต์คิดกังขา
ไฉนเจ้าจึ่งรู้ดูตำราฤๅใครว่าบอกเจ้าจึ่งเข้าใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้นพี่เลี้ยงตอบว่าอย่าสงไส
ยามข้าแม่นหมายข้างภายในว่าพลางร่ำไรเข้าประคอง
ขวัญอ่อนอย่าอ้อนโศกเศร้ามาไปชมจันทร์เจ้าอย่ามัวหมอง
อุ้มแอบแนบไว้พอวายร้องก็เยื้องย่องออกมาหน้าเก๋งกลาง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งชมเดือนยิ้มเยื้อนหยอกยั่วอย่ามัวหมาง
รัศมีสีจันทร์บนนภพางค์แจ่มกระจ่างสุกส่องร้องขอไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ว่าจันทร์เจ้าขอข้าวขอแกงขอแหวนทองแดงผูกมือให้
ขอคชาม้าขี่ที่พอใจขอเก้าอี้ตั้งไว้ให้น้องยา
กับขอยายชังระวังเลี้ยงขอยายเกิดมาเคียงขนิษฐา
ขอยายมีพี่เลี้ยงอาตมาจบตำราพลางปลอบให้ชอบใจ
แล้วว่าบุญเหลือเนื้อนุ่มพี่อุ้มเจ้านักมักร้องไห้
เพราะเจ้าเคยมือก็ดื้อไปวางไว้เถิดฤๅบุญลือเดียว
เวลานี้ก็ดึกเป็นนักหนาไปนิทราเถิดหนอพ่อทรามเปลี่ยว
ว่าพลางทางอุ้มพาเลี้ยวอย่าเที่ยวเลยน้องไปห้องนอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้นขุนทองร้องไห้ไม่หยุดหย่อน
ดึกดื่นเที่ยงคืนเฝ้าวิงวอนพี่เลี้ยงหลอกหลอนจะให้กลัว
ว่าตุ๊กแกตัวลายอยู่พร้อยๆงูเขียวตัวน้อยก็ห้อยหัว
คนนอนไม่หลับจงจับตัวลงมาทางจั่วกินตับคน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พัดชา

๏ ประคองใส่ในเปลเห่กล่อมคอยถนอมแกว่งไกวพิไรด้น
เนื้อละมุนอุ่นเหมือนสำลีปนมิให้คนใดต้องจะหมองนวล
อย่าหมองศรีทองของพี่เอ๋ยทรามสวาดิไม่เคยละห้อยหวล
ใจจะขาดรอน ๆ เฝ้าวอนครวญจะเด็ดด้วนเจ็ดท่อนขวัญอ่อนเอย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ลิ้นลา เจ้าทรามสงวนนวลน้องสงวนเจ้าไว้ในห้องขุนทองเอ๋ย
พี่มิให้คบเพื่อนจากเรือนเลยจะชื่นเชยอุ่นทรวงดั่งดวงใจ
เนื้อเย็นอย่าไปเล่นที่หาดทรายน้ำจะพาเจ้าหายไปลอยไหล
เสียงร่อนกลอนกล่อมถนอมไกวขุนทองเจ้าหลับไปในอู่ทอง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ