จดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับที่ ๓

๏ ข้าพเจ้าหลวงอุดมสมบัติ จดหมายมายังหลวงทิพอักษรเสมียนตรา ได้นำขึ้นกราบเรียนแต่ท้าวพระกรุณาเจ้าให้ทราบ ด้วย ณ วันเดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ ข้าพเจ้าได้จดหมายฝากจมื่นอินทรเสนาออกมาฉบับหนึ่ง ข้อความแจ้งอยู่ในจดหมายซึ่งฝากออกมาแต่ก่อนนั้นแล้ว ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เพลาเช้า ทรงตรัสถามพระยาพิพัฒน์[๑] ว่า มีอะไรหรือไม่ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ไม่มีเรืออะไรเข้ามาหามิได้ แต่พระยาสุรเสนา พระยาสมุทรปราการ บอกเข้ามาว่า ณ วันเดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ เรือท้าวพระกรุณา กับเรือนายทัพนายกองได้ใช้ใบออกจากปากน้ำ เป็นเรือรบ ๑๔ ลำ เรือยืม ๙ ลำ เข้ากัน ๒๓ ลำ เป็นคนสองพันเศษ ทรงตรัสถามว่า ได้ยินว่าคอยเจ้าพระยาพระคลังอยู่ เจ้าพระยาพระคลังลงไปส่งทันหรือไม่ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า เจ้าพระยาพระคลังลงเรือใบตามออกไปทันที่ชายชำแระนอก แล้วลงเรือท้าวพระกรุณาแล่นไปส่งถึงเกาะสีชัง ทรงตรัสถามว่า เป็นกระไร เรือแล่นดีอยู่หรือ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า แล่นดีอยู่ ทรง ตรัสว่า เมื่ออยู่ในคลองฟังข่าวดูว่าหาสู้ดีไม่ จะต้องแก้เสานั้นเป็นกระไร ได้แก้แล้วหรือ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่าแก้แล้ว ทรงตรัสว่าจัดแจงแก้ไขอยู่แล้วก็คงดีขึ้น แล้วตรัสถามว่า เรือกองทัพเหล่านั้นล่องลงไปถึงปากน้ำหมดแล้วหรือยัง พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ลงไปถึง ๑๑ ลำ ๑๒ ลำแล้ว ยังแต่เรือเพชรบุรี เรือราชบุรี อีก ๕ ลำ จึงรับสั่งสั่งพระยาเทพว่า ดูไล่ขับต้อนให้มันล่องลงไปเร็ว ๆ อย่าให้มันเชือนแชเสียได้ ให้ได้ใช้ใบติด ๆ กันไปนั่นแหละดี ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ ปีกุนเอกศก เพลาเช้า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า พระยาสุรเสนา พระยาสมุทรปราการ บอกเข้ามาว่า ณ วันเดือน ๔ แรม ๑๕ ค่ำ เรือนายทัพนายกองได้ใช้ใบจากปากน้ำ เป็นเรือยืม ๔ ลำ กับว่าเห็นกำปั่น ๒ เสามาทอดลึกอยู่ลำหนึ่ง ยังหาทราบว่ากำปั่นมาแต่ไหนไม่ ทรงตรัสว่าแล้วก็เป็นกำปั่นแกล้วกลางสมุทรกลับมาถึงดอกกระมัง คิดดูวันคืนเข้าก็เห็นงามนักหนา เป็นกระไรไปแต่วันเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำมาจนเดี๋ยวนี้ กี่วันมาแล้ว พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่าได้ ๒๗ วันแล้ว ทรงตรัสว่า ก็เป็นมรสุมกำปั่นแกล้วกลางสมุทรกลับมาถึงอยู่แล้ว เป็นกระไรหนอ เจ้าพระยาพระคลังก็อยู่นอกแล้ว จะเอาความบอกเข้ามาให้ทันอยากสักหน่อยก็ไม่ได้เอาเลย ทรงคอยฟังจะใคร่รู้ข่าวสงขลาอยู่ ถ้าเป็นกำปั่นแกล้วกลางสมุทรกลับมาถึงแล้ว ก็เห็นบ้านเห็นเมืองสงขลาจะยังไม่เป็นไร ถ้าจะเสียสงขลาเสียแล้ว จะกลับมาถึงก็จะช้าลงกว่านี้สักหน่อย ด้วยไปจะไปเข้าสงขลาไม่ได้ จะเข้านครฯ ก็จะต้องรอลงไป กว่าจะกลับมาก็จะช้าอยู่อีกสัก ๙ วัน ๑๐ วันจึงจะมาถึงได้ ปานนี้เจ้าพระยาพระคลังก็รู้แน่เสียแล้ว ฟังดูเย็นค่ำวันนี้ก็คงจะได้ความขึ้นมาถึง แล้วพระยาโชฎึกกราบทูลลาให้ขุนบวรวานิช ซึ่งจะลงเรือง่วนเส็งออกไปส่งเจ้าพระยายมราช ณ เมืองสงขลา รับสั่งว่าออกไปเถิด ออกไปส่งให้ถึงสงขลา แล้วพาเรือรีบกลับเข้ามาเร็ว ๆ เอ็งเป็นคนทหารเอกรู้ลู่ทางอยู่แล้วออกไปก็ข้ามติดสงขลาทีเดียว ๚

๏ ครั้นเพลาค่ำ คุณพระนายไวยวรนารถกลับเข้าไปแต่ปากน้ำ ทรงตรัสถามถึงไปส่งท้าวพระกรุณาว่าเป็นกระไร เจ้าพระยาพระคลังลงไปส่งทันที่ไหน คุณพระนายไวยวรนารถกราบทูลว่า ออกไปทันที่น้ำเขียวชายชำแระนอก ทรงตรัสถามถึงท้าวพระกรุณาว่า ดูสบายอยู่ดอกหรือ คุณพระนายไวยวรนารถกราบทูลว่า สบายดีอยู่ ทรงตรัสถามว่า เป็นกระไร เรืออมรแมนสรรค์ออกไปถึงนอกแล่นดีอยู่หรือ คุณพระนายไวยวรนารถกราบทูลว่า แล่นคล่องดีอยู่ ทรงตรัสถามว่า ตามส่งออกไปถึงไหน มีเรือกองทัพติดไปด้วยกี่ลำ คุณพระนายไวยวรนารถกราบทูลว่า มีเรือติดไปได้ ๕ ลำ ตามส่งออกไปถึงเกาะสีชัง แล้วเจ้าพระยาพระคลังลงเรือใบไปเมืองชลบุรี ทรงตรัสถามว่า ไปเมืองชลทำไม คุณพระนายไวยวรนารถกราบทูลว่า เมื่อออกไปส่งท้าวพระกรุณานั้น เห็นกำปั่น ๒ เสาใช้ใบตั้งหน้ามาข้างเมืองชลบุรี เจ้าพระยาพระคลังไปถามหลวงปลัดเมืองชลบุรีได้ความว่า กำปั่นมาเที่ยวขายฝิ่น พวกจีนเมืองชลบุรีลงไปซื้อว่าราคากันไม่ตกลง ก็หาได้ซื้อไว้ไม่ ทรงตรัสว่า คิดว่าจะเป็นกำปั่นแกล้วกลางสมุทรกลับมาเล่า มิรู้เป็นกำปั่นมาเที่ยวขายฝิ่นเล่นทีเดียว เป็นเหตุด้วยอ้ายเจ๊กอ้ายแป๊ะของเรานั่นเอง ถ้ามันไม่มีใครซื้อแล้วมันจะมาขายกับใครได้ที่ไหน แล้วเสด็จขึ้นพระแท่น ทรงตรัสกับพระยาพิพัฒน์ว่า หาเป็นกำปั่นแกล้วกลางสมุทรไม่แล้ว เป็นกำปั่นมาเที่ยวขายฝิ่นกับอ้ายเจ๊กอ้ายแป๊ะเราที่เมืองชล แล้วทรงตรัสไปด้วยเรื่องฝิ่น ให้คอยจับตัวจีนซึ่งจะรับเอาฝิ่นขึ้นมาขาย ไปจนเพลา ๒ ยามเศษจึงเสด็จขึ้น ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ เพลาเช้า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่าเรือนายทัพนายกองได้ใช้ใบไปอีก ๕ ลำ กับว่าเจ้าคุณหาบนบอกเข้ามาว่า ได้ออกไปส่งท้าวพระกรุณาถึงเกาะสีชัง ท้าวพระกรุณาคิดไว้ว่าไปเมืองจันทบุรีแล้ว จะรอเรือกองทัพให้พร้อมกันจึงจะข้ามไปติดเอาเมืองชุมพร ออกจากเมืองชุมพรแล้วจะจัดให้เรือรบล่วงลงไปข้างหน้า จะเอาไว้ข้างหลังแต่เรือยืมลูกค้า กับว่าออกไปเห็นกำปั่น ๒ เสา สืบได้ความว่าเป็นกำปั่นขายฝิ่น เจ้าคุณหาบนกลับเข้ามาจัดให้พระยาณรงค์ฤทธิโกษา ให้พระยาวิเศษศักดา คุมเรือออกไป ๖ ลำ คน ๑๗๐ คน ออกไปคอยก้าวสกัดจับจีนซึ่งจะลงไปรับซื้อฝิ่นขึ้นมาขายอยู่ตามอ่าวทุ้งทะเล ทรงตรัสไปด้วยเรื่องฝิ่นว่า คิดอ่านจับเข้ามาให้ได้เสียสักคนหนึ่งเถิด จะได้ดูจำหน้ามันไว้ มันโหยกเหยกนักหนา จะทำให้บ้านเมืองจมเสียหมดแล้ว แล้วทรงตรัสถึงท้าวพระกรุณาว่า จัดแจงไปให้พรักพร้อมกันได้นั่นแหละดี อย่าให้มีความประมาทเสียท่วงทีแก่มันได้ แล้วทรงตรัสถามว่า เรือเจ้าพระยายมราชนั้นเป็นกระไร ได้จัดแจงขนถ่ายแล้วหรือยัง ขุนบวรวานิชจะลงไปเมื่อไร คุณพิพัฒน์กราบทูลว่า ขนถ่ายเรือเสร็จอยู่แล้ว ขุนบวรวานิชจะลงไปปากน้ำค่ำวันนี้ ทรงตรัสว่า คิดว่ามันไปเสียแต่วันลานั้นเล่า มันยังไม่ไปก็ดูเร่งให้เอาลูกเรือไต้ก๋งลงไปเร็ว ๆ เขาจะคอย ๚

๏ ครั้นเพลาค่ำ เค้าคุณหาบนกลับเข้าไปแต่ปากน้ำ ทรงตรัสถามถึงท้าวพระกรุณาว่า เป็นกระไรออกไปดูชื่นมื่นดีอยู่หรือ เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ชื่นมื่นดีอยู่ แล้วทรงพระสรวล ตรัสถามว่า ก็เมาคลื่นหรือไม่เมา เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ไม่เมาหามิได้ ทรงตรัสว่า เมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ ขึ้นค่ำ ๑ ขึ้น ๒ ค่ำนั้น ลมก็แปรให้ดีนักหนา เป็นลมอุตราส่งออกไปทีเดียว เห็นจะแล่นโร่เล่นสบายใจแล้ว แล้วทรงตรัสถามไปด้วยเรื่องจับฝิ่น ทรงขัดเคืองให้คอยจับเอาตัวจีนซึ่งรับเอาฝิ่นขึ้นมาขายนั้นให้จงได้ ทรงตรัสไปจนเพลาเสด็จขึ้น ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ เพลาเช้า คุณพิพัฒน์กราบทูลว่า พระยาสมุทรบอกเข้ามาว่า เรือนายทัพนายกองใช้ใบไปจากปากน้ำอีก ๒ ลำ เข้ากันแต่ได้ใช้ใบไปแล้วเป็นเรือ ๓๔ ลำ คน ๓,๙๐๐ เศษ ทรงตรัสถามว่า จำนวนเรือหมดด้วยกันกี่ลำ พระนรินทร์กราบทูลว่า ๔๘ ลำ ทรงตรัสว่า ก็ใช้ใบออกไปเสียเท่านั้นแล้วยังอยู่เป็นเรือกี่ลำเล่า พระนรินทร์กราบทูลว่า ยังอยู่ ๑๔ ลำ รับสั่งว่าจดหมายจำลงไว้ คอยคิดหักออกไปกว่าจะครบจำนวนเรือ แล้วตรัสถามเจ้าคุณหาบนว่า เรือเจ้าพระยายมราชนั้นจะได้ล่องออกไปเมื่อไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จะได้ล่องลงไปเมืองสมุทรเพลาวันนี้ พระยาโชฎึกจะกราบถวายบังคมลาลงไปจัดแจงส่งออกไป รับสั่งว่าเออดูลงไปส่งเสียออกไปเถิด กว่าจะล่องลงไปถึงราวพรุ่งนี้นั่นแหละ ลงไปแล้วเรือใครยังตกค้างอยู่ก็ขับไล่ให้มันออกไป อย่าให้มันเที่ยวโอ้เอ้อยู่ได้ ๚

๏ ครั้นเพลาค่ำ พระยาเทพกราบทูลว่า หลวงปลัดเมืองเพชรบุรีบอกเข้ามาว่า พระยาเพชรบุรีกับนายทัพนายกองพร้อมกันได้ยกออกจากเมืองเพชรบุรีแต่ ณ วันเดือน ๔ แรม ๗ ค่ำ ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ได้ใช้ใบออกจากปากน้ำเป็นเรืออย่าง ๖ ลำ เรือญวน ๑ ลำ เรือยืม ๒ ลำ เข้ากัน ๙ ลำ เป็นคนนายไพร่ ๕๙๙ คน กับจัดให้คุมม้าไปทางบก ๓ ม้า คน ๑๒ คน เข้ากันทั้งบกทั้งเรือเป็นคน ๖๑๑ คน ปืนหน้าเรือ ปืนท้ายเรือ ปืนรายแคม ปืนหลัก ๔๘ บอก ปืนคาบศิลา ๒๗๐ บอก ดินดำหนัก ๑๐ หาบ ทรงตรัสว่า ออกไปให้ไปดีมาดีด้วยกันหมดทุกคนเถิด กำลังศีลพรให้ออกไปก็ขอให้สงบคลื่นลมราบรื่น พากันแล่นโร่ไปทีเดียว แล้วทรงตรัสถามว่า อ้ายคนที่เข้ามานั้น มันได้ออกไปเห็นเขาใช้ใบหรือไม่ ลมเป็นลมอะไรอยู่ พระยาเทพกราบทูลว่า ได้ออกไป วันใช้ใบนั้นเป็นลมสำเภาอ่อน ๆ ก้าวอยู่ ๒ วัน ๓ วัน พอมีลมอุตรามาก็ใช้ใบหายลำไปหมดด้วยกันแล้ว ทรงตรัสว่า ปานนี้ก็จะมิถึงชุมพรแล้วหรือ ถ้าได้ลมดีเข้าแล้วเห็นพระยาเพชรบุรีจะไปถึงสงขลาก่อนกองทัพข้างนี้เสียอีก แล้วทรงตรัสถามว่า ปืนใหญ่ปืนน้อยดินดำนั้น มาเอาไปแต่กรุงฯ หรือ หรือเอาไปแต่ปืน ดินดำที่มีอยู่คงเมือง พระยาเทพกราบทูลว่า เอาไปแต่ปืน ดินดำที่คงเมือง ทรงตรัสถามว่า ก็ยังมีปืนมีเรือ แลคนอยู่รักษาบ้านเมืองสักเท่าไร บอกจำนวนคนซึ่งยังเหลืออยู่กับบ้านเมืองเข้ามาหรือไม่ พระยาเทพกราบทูลว่า ไม่ได้บอกจำนวนคนเข้ามาหามิได้ ถามได้ความว่า ยังมีเรือสำปั้นไล่สลัดอยู่ ๕ ลำ กับเรืออย่างชำรุดใช้ไม่ได้อยู่ลำหนึ่ง มีปืนหน้าเรือ ๕ บอก ปืนคาบศิลาคงโรงอยู่ ๒๐ บอก ทรงตรัสว่า มีคงโรงอะไร จะว่าคงเมืองไม่ได้เล่า ก็มีอยู่ ๕ บอกนั้นเป็นปืนอะไรบ้าง พระยาเทพกราบทูลว่า เป็นปืนทองกระสุน ๓ นิ้ว รับสั่งว่าผิดไปดอกกระมัง ให้ใครออกไปดูตรวจตราเสียให้แน่ ปืนทองนั้นเป็นปืนหายากมีราคาอยู่ จะเอาไปไว้ใช้สำหรับบ้านเมืองไล่สลัดศัตรูอย่างนั้นเอาปืนเหล็กไปดีกว่า แล้วพระยาเทพกราบทูลว่า เรืออย่างที่ชำรุดอยู่นั้น หลวงปลัดบอกขอเหล็กตะปูออกไป ๓,๐๐๐ ตัว จะคิดจัดแจงเปลี่ยนกระดานทำซ่อมแซมขึ้นใหม่ ได้ให้คนไปซื้อกระดานที่เมืองชลอยู่แล้ว รับสั่งว่า ดูสั่งเสียขอออกไปให้เถิด ผู้คนเหลืออยู่เท่าใดก็ให้ช่วยกันทำเสียให้แล้วโดยเร็ว จะได้เอาไว้ใช้สอยทันการงาน ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ หาได้ทรงตรัสถึงราชการเมืองไทรไม่ ทรงตรัสไปด้วยเรื่องมิศริจซอนขุนนางอังกฤษ กับเรื่องซึ่งโปรดให้คอยจับจีนขายยาฝิ่นตามท้องทะเล แต่มิศริจซอนนั้นได้ออกจากกรุงฯ ไปทางนครไชยศรี ขึ้นไปเมืองเชียงใหม่แต่ ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำนั้นแล้ว ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาค่ำ ทรงทราบความเมืองนครฯ ซึ่งบอกให้หมื่นพิทักษ์นาวาถือเข้ามาแต่ฝ่ายมหาดเล็ก ครั้นเสด็จขึ้นพระแท่น ทรงตรัสถามเจ้าคุณหาบนว่า บอกเมืองนครฯ เข้ามาว่ากระไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เจ้าพระยานครฯ บอกเข้ามาว่าได้จัดให้พระยาไทร พระเสนานุชิต พระวิชิตสรไกร พระณรงค์ชลธีปลัดเมืองไทร คุมกองทัพยกลงไปทางบ้านสะเดา ๓๙๙๕ คน ว่าให้รีบยกเข้าไปทุ่งโพ ให้ล่วงเข้าไปให้ถึงกะบังปาสูในแดนเมืองไทรให้ได้ ว่าอ้ายตนกูอัปดุลลา อ้ายตนกูอาเกบ ตั้งอยู่ที่ตะพานช้าง คนประมาณ ๕๐๐ คน ๖๐๐ คน ให้คิดตีทำลงไปให้ถึงเมืองไทร พวกอ้ายแขกที่มาตีเมืองสงขลารู้ความก็คงจะพากันหนีสิ้น ครั้น ณ วันเดือน ๔ แรมค่ำ ๑ กองทัพพระยาไทรยกไปถึงสะเดา แขกหลังพาครอบครัวเข้าหากองทัพพระยาไทร ๑๒ ครัว บอกว่าอ้ายตนกูหมัดสอัดมาตั้งอยู่ที่บ้านสะเดา รู้ว่ากองทัพพระยาไทรยกมา อ้ายตนกูหมัดสอัดมีคนอยู่ประมาณ ๕๐๐ พากันหนีกลับไปถึงแดนเมืองไทร คน ๕๐๐ คนพากันแตกพ่านเข้าป่าไป มีคนติดตัวอ้ายตนกูหมัดสอัดอยู่ ๕๐ คน หารู้ว่าอ้ายตนกูหมัดสอัดไปข้างไหนไม่ จึงทรงตรัสกับเจ้าคุณหาบนว่าว่ากล่าวเข้ามา ฟังดูคิดจะไปทำเอาเมืองไทรทีเดียว ที่สงขลานั้นเป็นเฉยหลีกไปไม่ช่วยเหลือกันแล้ว คิดทำฉีกกันไปคนละทาง ราวกับสัตว์จำพวกหนึ่งอยู่อุดรกาโร สัตว์จำพวกหนึ่งก็อยู่อมรโคยาเน คนละทวีป ไม่เข้ากันเข้าได้เลย ผินหลังให้กันไปเสียหมด เหตุผลอย่างไรอยู่หนอ จึงไม่คิดช่วยที่สงขลา กองทัพพระยาไทรยกไปก็หามาเข้าหาดใหญ่ทางสงขลาไม่หรือ ว่ากระไร เจ้าพระยาพระคลัง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ต้องมาเข้าหาดใหญ่ก่อนจึงยกไปทางสะเดา ทรงตรัสว่า ก็มาเข้าหาดใหญ่แดนสงขลาแล้วยังหลีกเลยไปสะเดาเสียได้ ที่ทางเป็นอย่างไรอยู่ไม่เข้าพระทัยเอาเลย เจ้าพระยาพระคลังวิสัชนาไปดูหรู เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เมืองสงขลานั้นอยู่เหมือนอย่างที่กรุงฯ เมืองไทรอยู่อย่างปากน้ำ ที่สะเดานั้นอยู่อย่างเมืองนครเขื่อนขันธ์ จึงทรงตรัสว่า กองทัพพระยาไทรยกไปก็พาดหลังอยู่แล้ว จะยกกระทบเข้ามาช่วยกันเสียสักทีหนึ่งก็จะได้แล้วกันเท่านั้น นี่ไม่คิดช่วยเหลือกันเลย เป็นอย่างไรหนอ จึงคิดฉีกไปเสียอย่างนี้ จะมีความโกรธแค้นกันด้วยอย่างไรหรือ จึงไม่คิดช่วยเหลือกัน เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จะมีความโกรธแค้นอยู่แต่ก่อนก็จะหาเป็นไม่ จะเป็นอยู่บ้างก็เป็นแต่ด้วยพระยาสงขลาคิดเกลี้ยกล่อมอ้ายแขกคราวนี้ ทรงตรัสว่า ไม่พอที่พอทางจะคิดอย่างนี้เลย จะทรงฟังหนังสือบอกก็จะป่วยงานตะวันเสียเปล่า คิดอย่างนี้จะไปทำอะไรกับใครสำเร็จได้ที่ไหนกับคนสามพันสี่พันเท่านั้น ถ้าอ้ายแขกมันเลิกถอยจากสงขลา ถอยออกไปเป็นชั้นเป็นเชิงแล้ว มันพากันกระหนาบเข้าก็จะตึงตัวหลวมแขวนอยู่กลางเสียทีแก่มันเปล่าๆ มันจะรํ่าเอายับเยินเสียนั่นเอง แล้วรับสั่งว่า จะอ่านหนังสือบอกก็อ่านไปเถิด ครั้นอ่านจบแล้ว ทรงตรัสว่า เจ้าพระยาพระคลัง พระยามหาอำมาตย์ ฟังดูเถิด ความที่ว่ายกไปถึงทุ่งโพแล้ว ให้ยกเข้าไปถึงกะบังปาสูเข้าไปในแดนไทรนั้น เป็นความคิดล่วงหน้าไปทั้งนั้น เห็นจะเป็นความว่าไปเปล่า ๆ เสียแล้ว จะได้ยกไปเมื่อไรหรือไม่ได้ยกไปก็ไม่รู้ ยกไปอยู่ที่สะเดานั่นเอง จะทรงตรัสไถ่ถามอะไรต่อไปก็จะเปล่า ๆ เสียหมด พระยาเทพถามมันดูสักคำหนึ่งเถิด เป็นกระไร มันเข้ามาแต่เมื่อไร เมืองสงขลาเสียหายแล้วหรือยัง พระยาเทพถามหมื่นพิทักษ์นาวา แล้วกราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาเอาข้าวไปส่งที่ปากน้ำเมืองพัทลุง ได้ยินพูดกันว่า ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำเมืองสงขลายังสู้รบกับอ้ายแขกอยู่ ว่ากองทัพกรุงฯ ก็จะยกมาช่วยเมืองสงขลา หมื่นพิทักษ์นาวาเข้ามาแต่ ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ ทรงตรัสถามว่า มันเข้ามาแต่วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำนั้น กองทัพพระยาวิชิตณรงค์ พระราชรินทร์ ออกไปแต่วันเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำ ขึ้น ๕ ค่ำ นับวันดูก็ได้ ๑๘ วัน ๒๐ วัน ถึงสงขลาเสียแล้วมันก็รู้อยู่ด้วยกันหมดนั่นแหละ กองทัพกรุงฯ จะถึงแล้วหรือยัง สงขลาจะเสียหรือไม่เสียมันก็คงรู้ ถามมันดูหรู กองทัพกรุงฯ ไปถึงแล้วหรือยัง พวกสงขลารบสู้กับอ้ายแขกอยู่นั้นเป็นกระไร อ้ายแขกมันตีรุกร้นเอาแตกเข้าไป รับรบสู้อยู่กับบ้านเมืองหรืออย่างไร พระยาเทพเหลียวมาถามพระนรินทร์ ทรงตรัสว่ากลับผินหน้าไปถามหาเอาเลือดกับปูทำไม จะถามเอามันเองไม่ได้หรือ พระยาเทพถามแล้วกราบทูลว่า กองทัพสงขลาสู้รบกับอ้ายแขกอยู่ที่วังกระดาน ที่เขาลูกช้าง ทรงตรัสว่าเออน่ะ รบกันที่วังกระดานเขาลูกช้างนั้นก็รู้อยู่แล้ว ว่าที่มันตีเอาแตกรุกร้นต่อเข้ามาอีกหรือไม่นั่นสิ พระยาเทพแล้วก็เป็นอย่างนี้ไปได้ พระยาพิพัฒน์ผินหน้าลงไปถามมันดูหน่อยเถิด พระยาพิพัฒน์ซักถามอยู่นาน ทรงตรัสว่า จะดึกเสียแล้ว จะได้ทรงฟังเรื่องฝิ่นบ้าง ถามได้ความอย่างไรเล่า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาได้ยินแต่ว่า กองทัพสงขลาสู้รบกันอยู่กับอ้ายแขกที่วังกระดานที่เขาลูกช้าง อ้ายแขกจะตีแตกต่อเข้ามา หรือไม่ได้ตีเข้ามาอย่างไร กองทัพกรุงฯ จะออกไปถึงแล้วหรือประการใด หมื่นพิทักษ์นาวาหาได้ยินพูดกันไม่ ทรงตรัสว่า เป็นไรมันจะไม่รู้ กับเมืองนครฯ เมืองสงขลาเท่านั้น การรบพุ่งกันแลกองทัพกรุงฯ ออกไปอย่างนี้ข่าวจะไม่เลื่องลือบ้างเลยหรือ ว่าอะไรอย่างนี้ มันก็คงรู้อยู่ด้วยกันหมด พูดกันหนักเสียอีก มันก็ว่าเข้ามาแต่วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ คิดดูหรูกี่วันจึงมาถึงกรุงฯ พระยาเทพกราบทูลว่าเข้ามา ๑๒ วัน ทรงตรัสว่า มามากวันนัก เทศกาลนี้เป็นลมคล่องมาแต่ไหนที่ไหนทีเดียว ถึง ๑๒ วัน ๑๓ วัน เปล่า ๆ ทั้งนั้น เข้ามาเมื่อเร็ว ๆ ราว ๑๑ ค่ำ ๑๒ ค่ำนั่นเอง แต่คิดใส่บวกให้แก่วันลงไว้อย่างนั้น จะได้แก้ความไปข้างหน้าว่าเมื่อเข้ามายังไม่รู้อะไร ที่จริงก็รู้อยู่หมดแล้ว แต่ห้ามปรามเข้ามาว่าไม่ให้พูดมันก็ไม่พูด มันจะพูดก็กลัวเกินนายสั่งเท่านั้นกันเอง[๒] ว่ากระไร ถามมันดูให้มันว่าไปตามจริง พระยาเทพถามแล้วกราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาว่า อยู่ที่บ้านดอน ลงไปส่งข้าวที่ปากน้ำเมืองพัทลุง ได้ยินพูดกันก็แต่ความเท่านั้น ความนอกนั้นจะเป็นอย่างไร ว่าหาทราบไม่ ทรงตรัสว่า ทำไมจะไม่ทราบ สั่งมันมาไม่ให้บอกมันก็ไม่บอกนั่นเอง จะใคร่ทรงทราบความว่ากองทัพกรุงฯ ไปถึงแล้วหรือยัง ไม่บอกออกมาได้เลย กวนพระทัยทีเดียว เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาคนนี้ เจ้าพระยานครฯ ใช้สอยสำหรับเป็นแต่นายท้าย ให้บรรทุกข้าวไปส่งที่ปากน้ำเมืองพัทลุงกลับมา แล้วก็ให้ถือหนังสือเข้ามาทีเดียว คนที่สำหรับเคยใช้นั้นให้ลงไปคอยเอารายงานกองทัพพระยาไทรเสียหมด ไม่มีใครจะให้เข้ามา จึงให้หมื่นพิทักษ์นาวาเข้ามา ทรงตรัสว่า จะให้ใครเข้ามาก็มีแต่ไม่รู้ เป็นอย่างนี้ไปเสียหมด คอยฟังเอากองทัพใหญ่เถิด กองทัพใหญ่ออกไปถึงแล้วก็จะบอกเข้ามา การเป็นอย่างไร ๆ ก็คงจะได้ทรงทราบหมดนั่นแหละ ซึ่งคิดจะทำให้ถึงเมืองไทรจริง ๆ นั้น ทำลงไปได้ดีอีก จะได้เบาแรงกองทัพใหญ่ลง กลัวจะลงไปทำไม่ได้ จะไปแขวนอยู่กลางทาง มันจะรํ่าเอายับเยินเสียเปล่า ๆ การซึ่งคิดจะให้ลงไปทำถึงเมืองไทรนั้น ทำนองจะคิดว่า ถึงเมืองสงขลาจะเสียหายก็ช่างเถิด[๓] จะไปทำเอาเมืองไทรให้ได้ เห็นว่าผู้คนอ้ายแขกมันยกมาติดเมืองสงขลามาก อยู่ที่เมืองไทรน้อยพอจะทำได้ จึงคิดหลีกไปไม่ช่วยสงขลา หมายจะทำแลกเปลี่ยนเอาให้ได้ จึงคิดไปทำเอาเมืองไทร ความจะเป็นอย่างนี้หรืออย่างไร หรือจะรู้ว่ากองทัพกรุงฯ ออกไปถึงแล้ว อ้ายแขกมันพากันเลิกถอนกลับไปเสียหมด เมืองสงขลาก็ยังไม่เสีย ดีอยู่ เห็นการได้ทีแล้วก็ยกมาประจบหลีกเลยประสมมือชิงทำเอาเป็นไม่รู้เสียทีเดียว ครั้นจะบอกว่ารู้อยู่ว่ากองทัพกรุงฯ ออกไปถึงช่วยเมืองสงขลาอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นว่านิ่งคอยพลอยทำประสมมือเอาเปล่า ๆ ความเห็นจะเป็นอย่างนี้เสียแล้ว จึงไม่คิดช่วยเหลือกัน แล้วทรงตรัสถามว่า เป็นกระไรกองทัพกรุงฯ ออกไปช่วยเมืองสงขลานั้นพากันเสียใจบ้างหรือไม่ ถามมันดูหรู พระยาเทพกราบทูลว่า ไม่ได้ยินใครว่าหามิได้ ทรงตรัสว่า คิดการมีแต่เป็นไปอย่างนี้เสียสิ้น ผินหลังให้กันไปทีเดียว ทำไปคนละทางไม่ช่วยเหลือกันเอาเลย เหตุผลอะไรนักหนาจึงเป็นไปอย่างนี้ได้ ถ้าเป็นไปอย่างนี้ กองทัพใหญ่ออกไปทำสำเร็จราชการแล้ว จะมีตราออกไปให้รบกันให้เข็ดเสียสักทีหนึ่ง แล้วทรงตรัสถามว่า เรือเจ้าพระยายมราชนั้นล่องออกไปแล้วหรือยัง จะได้ใช้ใบเมื่อไร คุณพิพัฒน์กราบทูลว่า ล่องออกไปจากเมืองสมุทรเพลาวันนี้แล้ว เพลาพรุ่งนี้จะได้เดินสายออกไป ทรงตรัสว่า พระยาโชฎึกก็อยู่ที่ล่างคอยส่งอยู่แล้ว ดูสั่งเสียลงไปให้เร่งช่วยกันส่งออกไปเสียหน่อยเถิด จะได้ไปทันกัน ทรงตรัสถึงท้าวพระกรุณาว่า ปานนี้จะมิถึงจันทบุรีแล้วหรือ เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เห็นจะถึงจันทบุรีแล้ว แล้วทรงตรัสถามเจ้าคุณหาบนว่า เป็นกระไร พระยาณรงค์ฤทธิโกษาออกไปจับอ้ายพวกเรือขายฝิ่นได้กี่คน เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จับได้ที่อ่าวบางเหี้ยทั้งคนทั้งเรือเป็นจีน ๒๕ คน ได้ฝิ่น ๒๓ ปัก[๔] เงินสี่พันบาท กับสินค้าในลำเรือ ผ้าขาว ผ้าแดง เหล็กฟากหนักสัก ๓๐ หาบ ถามได้ความว่า จีนเจ๊สัวเมืองใหม่แต่งให้มาเที่ยวขาย เป็นจีนมาด้วยกัน ๓๑ คน เรือพระยาณรงค์ เรือพระยาวิเศษศักดา เรือหลวงฤทธิคำรณ เรือหลวงอาจ ๔ ลำ พบเข้าที่อ่าวบางเหี้ยก้าวสกัดไล่ยิงเอา ๒ นัด แล้วเอาเรือแล่นเกยเรือจีนขึ้นไปไล่จับเอาบนเรือ จีนในลำเรือถืออาวุธเข้าสู้รบ หลวงอาจฟันถูกจีนตายด้วยอาวุธสั้นบ้างด้วยปืนบ้าง เป็นจีนตาย ๗ คน จับเป็นได้ ๒๕ คน ทั้งจีนกือบ้านแหลมผู้นำซื้อขาย ทรงตรัสถามว่า มันได้ขายที่บ้านแหลมบ้างแล้วหรือยัง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เดิมเอามามากถึง ๓๒ ปัก มาขายที่กลันตันได้ปักหนึ่ง พวกกลันตันบอกว่าบ้านเมืองเป็นศึกกันอยู่ ว่าบุตรพระยาบ้านทะเล ๓ คน พี่น้องจะรบกันกับตุวันสนิชิงกันเป็นเจ้าบ้านเมือง ตั้งค่ายอยู่คนละฟากน้ำจีนนายเรือเห็นจะขายไม่ได้จึงมาเข้าที่เมืองสงขลา ได้ความว่า อ้ายแขกยกเข้าตีจนกระทั่งกำแพงเมืองสงขลา จีนกับพวกสงขลาช่วยกันตีอ้ายแขกแตกถอยไปตั้งอยู่เมืองตานี จีนนายเรือเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย ก็พากันเลยมาขายที่บ้านแหลมไปได้ ๘ ปัก ทรงตรัสว่า มันเอามามากนักหนาทีเดียว มันถูกเข้าอย่างนี้มันจะไม่เข็ดลงบ้างหรืออย่างไร จะหาสินค้าอื่น ๆ มาซื้อขายโดยดีไม่ได้เล่า ก็รู้อยู่ด้วยกันแล้วว่าของอันนี้ห้ามปรามมาแต่ไหน ๆ ยังลอบมาซื้อขายเอาได้ จึงรับสั่งสั่งเจ้าคุณหาบนว่า ให้พระมหาเทพ[๕]รีบออกไปเพชรบุรีคิดจับเอาตัวที่มันรับซื้อรับขายไว้ ๘ ปักนั้นมาให้หมดจงได้ แต่คำซึ่งมันว่าเมืองกลันตันเมืองสงขลารบสู้กันนั้น มันได้ความเข้ามายังห่างอยู่ จะฟังเอาเป็นแน่นอนยังไม่ได้ แล้วทรงตรัสถามไปด้วยเรื่องฝิ่นจนเพลา ๗ ทุ่มเศษจึงเสด็จขึ้น ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๖ ค่ำ เพลาเช้า พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า เรือเจ้าพระยายมราชได้จัดแจงวางสาย ๗ สาย เดินสายออกไปได้สายหนึ่งแล้ว ยังอีก ๖ สาย แต่เรือนายทัพนายกองเหล่านั้นล่องลงไปถึงเมืองสมุทรแล้ว ๘ ลำ ทรงตรัสถามพระยาเทพว่า ก็ยังเรืออยู่ที่ไหนอีกบ้างหรือไม่ พระยาเทพกราบทูลว่า ยังอยู่อีก ๒ ลำ ทรงตรัสว่า มันรออยู่ทำไมจึงไม่ล่องลงไป พระยาเทพกราบทูลว่า ยังคอยเอาไต้ก๋งอยู่ เสมียนพระยาโชฎึกจะจัดหาส่งให้ ทรงตรัสว่า พระยาโชฎึกลงไปเสียปากน้ำแล้ว มันก็ไม่มีใครจะจัดแจงเท่านั้นเอง พระศิริสมบัติเล่าก็เปล่า ๆ ทั้งนั้น จะช่วยกันจัดแจงเข้าบ้างก็ไม่มี จึงรับสั่งสั่งพระยาเทพว่า ให้ใครมันคอยดูแลตักเตือนขับไล่ให้มันล่องลงไปให้หมดเร็ว ๆ จะได้ออกไปทันกัน ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำ หาได้ทรงพระราชดำริราชการเมืองไทรไม่ ทรงตรัสถามแต่เรือเจ้าพระยายมราช กับเรือนายทัพนายกองซึ่งยังมิได้ออกไป ให้เร่งตักเตือนขับไล่ส่งเสียออกไปให้ทันท้าวพระกรุณา แล้วทรงตรัสไปด้วยเรื่องฝิ่น รับสั่งให้เอาตัวจีนนายเรือลูกเรือที่ขายฝิ่นซึ่งจับได้มานั้น แยกย้ายกันไล่เลียงซักถามเอาพรรคพวกต่อไป แล้วให้พระยาณรงค์ ให้พระยาวิเศษศักดา กลับออกไปเที่ยวค้นคว้าคอยสกัดจับพวกเรือจีนขายฝิ่นตามอ่าวทุ้งทะเลอีก ๚

๏ ครั้นเพลาค่ำ ทรงตรัสถึงกองทัพพระยาวิชิตณรงค์ ทัพพระราชรินทร์ว่า ปานนี้ก็เห็นจะถึงสงขลาแล้ว จะไปถึงก่อนหน้าหมื่นพิทักษ์นาวา ซึ่งเข้ามาแต่นครฯ สัก ๒ วัน ๓ วันหรืออย่างไรนั่นแหละ ความก็คงรู้อยู่หมดด้วยกันว่าทัพกรุงฯ ออกไปถึงแล้ว แต่ปิดความเสียไม่บอกเข้ามาเอง ห้ามมันไม่ให้พูดมันก็ไม่พูด จะทรงตรัสถามเอาความว่า กองทัพกรุงฯ ออกไปถึงแล้วหรือยังเท่านี้ไม่บอกเอาเลย แล้วทรงตรัสถามว่า เมื่อมันเข้ามามันรู้หรือไม่ กองทัพพระยาไทรเขายกไปจากสะเดาแล้วหรือยัง พระยาเทพกราบทูลว่าไม่ทราบ รับสั่งว่า มันก็มีแต่ไม่ทราบเสียหมดทั้งนั้น อย่าถามมันต่อไปเลย แล้วทรงตรัสถามไปด้วยเรื่องฝิ่นจนเพลาเสด็จขึ้น ๚

๏ แลเมื่อเพลาค่ำ ๘ ทุ่มเศษ วันเดือน ๕ ขึ้น ๗ ค่ำนั้น แผ่นดินไหวสะเทือน บ้านเรือนไกวโยนมากกว่าครั้งก่อน เป็นอยู่ประมาณบาทนาฬิกาหนึ่ง[๖] เป็นทั่วไปด้วยกันสิ้น ไหวโยนไปข้างเหนือมาข้างใต้ จนคนซวนไปตั้งตัวไม่ตรง ลางบ้านตกใจว่าผู้ร้ายขึ้นบ้านเรือนบ้าง ว่าเกิดไฟบ้าง เป็นเหมือนกันหมดทุกบ้านทุกเรือน ๚

๏ ครั้น ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาเช้า ทรงพระสรวลทรงตรัสกับเจ้าคุณหาบนว่า เพลาคืนนี้แผ่นดินไหวนักหนาทีเดียว ไหวมากกว่าครั้งก่อนจนคนซวนเซตั้งตัวไม่ตรงเลย ทรงทอดดิ่งทอดพระเนตรดู เห็นโยนไกวไปข้างเหนือมาข้างใต้ เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า ไหวครั้งนี้ไหวมาก เจ้าคุณหาบนออกมาจากในเรือนซวนออกมาทีเดียว ออกมาเห็นอัจกลับที่แขวนไว้ไกวโยนลอดตะวันไป ทรงตรัสว่า เป็นไรจึงไม่ทอดดิ่งดูบ้างเล่า แล้วทรงตรัสถามพระยาพิพัฒน์ว่า มีอะไรบ้างหรือไม่ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า พระยาสมุทรบอกเข้ามาว่า เรือศีรษะญวนใช้ใบมาถึงลำหนึ่ง จีนจูนายเรือแจ้งว่า นายหลงจางวางแต่งให้ไปค้าขายเมืองนครฯ กลับเข้ามาแต่เมืองนครฯ ณ วันเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ มา ๕ วันถึงปากน้ำเจ้าพระยา ทรงตรัสถามว่า ได้ความอย่างไรเข้ามาบ้าง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า รับพระราชทานไล่เลียงถามจีนจูได้ความว่า จีนจูไปที่ตลาดเมืองนครฯ ได้ยินพูดกันว่า พระยาณรงค์ชลธีกองทัพเมืองนครฯ ยกไปตีอ้ายแขกซึ่งตั้งอยู่ที่ตะพานช้าง อ้ายแขกพากันแตกหนีไป จะลงเรือที่ปากน้ำเมืองไทรไม่ได้ ว่ากำปั่นมาปิดปากน้ำเมืองไทรอยู่ อ้ายแขกพากันกวาดต้อนครอบครัวหนีไปทางบก ทรงตรัสถามว่า มันพากันหนีไปทางบกนั้น มันจะพากันไปข้างไหน เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จะไปข้างเมืองแปไหร[๗] ทรงตรัสว่า มันจะพาครอบครัวไปได้หมดที่ไหนนักหนากับไปทางบกอย่างนี้ มันจะเอาไปได้ก็เป็นแต่เล็กน้อยนั่นแหละ แล้วทรงตรัสถามว่า อย่างไรต่อไปอีกบ้างเล่า เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า กองทัพพระยาณรงค์ชลธีก็ยกเข้าไปในเมืองไทรได้แล้ว ทรงตรัสว่า ได้แล้วได้แผ่นดินเปล่านั้นหรือ ก็ข้างสงขลานั้นว่ากระไร เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า จีนจูไปหาจีนมีเพื่อนกันอยู่ที่ตลาดเมืองนครฯ เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันเดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ (หรือ) แรม ๕ ค่ำ พวกกองทัพกรุงฯ มาซื้อฝิ่นสูบที่โรงจีนมี ๓ คน จีนมีถามว่ามาแต่ไหน พวกกองทัพกรุงฯ บอกว่า มาแต่กำปั่นพระยาวิชิตณรงค์แม่กองทัพกรุงฯ กำปั่นทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองนครฯ เจ้าพระยานครฯ ให้เอาช้างมารับพระยาวิชิตณรงค์ขึ้นไปเมืองนครฯ พระยาวิชิตณรงค์กับเจ้าพระยานครฯ จะพูดจากันประการใดหารู้ไม่ จีนมีเห็นกำปั่นมาทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองนครฯ ได้ ๒ วัน ๓ วัน พระยาวิชิตณรงค์ก็ใช้ใบกำปั่นไปเมืองสงขลา พวกอ้ายแขกรู้ว่า กองทัพกรุงฯ ยกออกมา ก็พากันแตกหนีไปสิ้น แต่เมื่ออ้ายแขกยังสู้รบอยู่กับพวกสงขลานั้น จีนมีได้ยินพูดกันว่าพระยาสงขลามีหนังสือมาถึงเจ้าพระยานครฯ ขอกองทัพให้ยกไปช่วยเมืองสงขลา เจ้าพระยานครฯ จะให้ก็ไม่ว่า จะไม่ให้ก็ไม่ว่า นิ่งยิ้มหัวเราะอยู่ แลเมื่อวันเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำนั้น จีนจูล่องเรือออกมาพบเรือขุนพลพิฆาฏที่ปากน้ำเมืองนครฯ อีกลำหนึ่ง จีนจูถามได้ความว่า ขุนพลพิฆาฏจะขึ้นที่เมืองนครฯ เดินบกไปเมืองสงขลา ทรงตรัสว่า ไม่ควรจะไปรีรอถือเปรียบแก่งแย่งกันให้ช้าเลย ถ้าช่วยกันทำให้พร้อมมือเข้าก็จะสำเร็จแต่ไหน ๆ เสียแล้ว ไม่พอที่จะให้มาป่วยงานรี้พลเปล่า ๆ ว่ากระไร หมื่นพิทักษ์นาวามันเข้ามาถามถึงกองทัพกรุงฯ ก็ไม่บอกความเอาเลย ปิดความเสียทีเดียว มันกลัวนายมันนักหนา เดี๋ยวนี้ว่ากระไรเล่า ตัวมันอยู่ที่ไหนถามมันดูหรู อ้ายจีนจูมันก็ว่ากำปั่นพระยาวิชิตณรงค์ถึงปากน้ำนครฯ แต่วันเดือน ๔ แรม ๔ ค่ำ ๕ ค่ำ หมื่นพิทักษ์นาวาเข้ามาแต่ ณ วันเดือน ๔ แรม ๘ ค่ำ เป็นกระไรรู้หรือไม่รู้ พระยาเทพกราบทูลว่า ตัวหมื่นพิทักษ์นาวาหาได้เข้ามาไม่ ทรงตรัสกับเจ้าคุณหาบนว่า ติดพระทัยอยู่แต่แรกมาถึงแล้วว่า กองทัพกรุงฯ ออกไปถึงนั้นก็คงรู้อยู่ด้วยกันสิ้น แต่คิดปิดความห้ามมันเสียไม่ให้บอกนั่นเอง ไม่พอที่จะทำกลเม็ดเปล่า ๆ จะมาปิดปกไปทำไมกับความอย่างนี้ แล้วรับสั่งสั่งพระยาเทพว่าเอาตัวหมื่นพิทักษ์นาวามาถาม ให้มันบอกความจริงสักหน่อยเถิด พระนรินทร์ก็ช่วยถาม ไปไหว้กราบมันเอาความมาให้ได้ ว่ากำปั่นพระยาวิชิตณรงค์ไปทอดอยู่ที่ปากน้ำเมืองนครฯ นั้น มันรู้หรือไม่ ยังเรือพระราชรินทร์กับเรือกองทัพอีก ๒ ลำนั้น เป็นกระไร ไปถึงแล้วหรือยัง ถามมันดูให้ได้ความจงได้ แล้วให้เอาตัวอ้ายจีนจูมาไล่เลียงถามต่อไปอีกด้วย อ้ายจีนจูมันสิมาทีหลัง มันจะรู้ความต่อไปอย่างไรบ้าง อ้ายจีนจูมันก็เป็นลูกค้าเที่ยวซื้อขาย เจ้าพระยานครฯ จะคิดปิดความสั่งเสียมากับลูกค้า จะเป็นไปจนถึงอย่างนี้หรืออย่างไรเจ้าพระยาพระคลัง เจ้าคุณหาบนกราบทูลว่า เห็นจะไม่เป็น ทรงตรัสว่า จะคิดปิดห้ามปรามเป็นไปจนลูกค้าแล้ว จะปิดไปได้ที่ไหน ไถ่ถามมันเข้าดูเถิด มันก็คงบอกจริงหมดนั่นแหละ ๚

๏ ครั้นเพลาค่ำ ทรงตรัสถามพระยาเทพว่า เป็นกระไร ถามมันได้ความอย่างไร บ้าง พระยาเทพกราบทูลว่า พระยาไกรถามแล้ว แล้วพระยาเทพคลานเข้าไปหยิบเทียน ทรงตรัสถามว่า ได้ความอย่างไรไม่เพ็ดทูลเลย คลานเข้ามาหยิบเอาเทียนทีเดียว อย่างนี้ก็เป็นด้วยเล่า ว่ากระไร พระยาไกรว่าไปเถิด พระยาไกรกราบทูลว่า คำให้การจีนจูว่า จีนจูได้ใช้ใบไปค้าเมืองนครฯ ณ วันเดือน ๘ ปีจอสัมฤทธิศก รับสั่งว่าอย่าเล่าเลย ว่าเอาที่เรือกองทัพกรุงฯ ออกไปถึงนั้นเถิด พระยาไกรกราบทูลว่า จีนมีเล่าให้จีนจูฟังนั้น เหมือนกับคำเจ้าคุณหาบนกราบทูลเมื่อเพลาเช้า จึงทรงตรัสถามว่า ก็ที่เรือพระราชรินทร์นั้นมันว่ากระไร พระยาเทพกราบทูลว่า ถามจีนจูว่าหาได้ยินใครพูดจาถึงไม่ รับสั่งว่า จะพูดกับใครก็ไม่มีใครเข้าใจทางทะเล จะเข้าใจอยู่ก็แต่เจ้าพระยาพระคลัง พระยาเทพ พระยาพิพัฒน์ก็ไม่เข้าใจทางทะเล ความแต่ก่อนเจ้าพระยาพระคลังว่าเขาพบที่ช่องเสม็ด เป็นเรือขุนพัฒน์ลำ ๑ เรือพระราชรินทร์ลำ ๑ เรือนายฤทธินายเวรลำ ๑ แต่เรือขุนพัฒน์นั้นหางเสือหัก ทำหางเสือแล้ว แล้วกำหนดกันว่า จะข้ามไปทั้ง ๓ ลำ แต่ ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๒ ค่ำ แต่ระยะทางซึ่งจะข้ามมาถึงก็ราวสัก ๒ คืน ๓ คืนเท่านั้น จะผิดวันกันกับเรือพระยาวิชิตณรงค์กระไรนักหนา นับวันเข้าดูก็ถึงแล้ว มันว่ามันไม่รู้อย่างไร (ถึง) มันจะ(ไม่) เห็นแต่ตา หูมันไม่รู้บ้างทีเดียวหรือ ผู้ถามได้ถามมันเข้าอย่างนี้หรือไม่ พระยาเทพกราบทูลว่าไม่ได้ถาม ทรงตรัสถามว่า ก็ถามมันอย่างไรเล่า พระยาเทพกราบทูลว่า ถามว่าพบปะเรือพระราชรินทร์บ้างหรือไม่ ก็ว่าไม่พบหามิได้ ทรงตรัสว่า พระยาเทพกับพระนรินทร์ มาอยู่กรมเดียวกันช่างถูกกันดีทีเดียว พูดอะไรก็สั้น ๆ ดีแต่คลานกุบกับเข้ามาหยิบเทียนเปล่า ๆ นั่นเอง อุตส่าห์ทำอย่างนี้ไปเถิด นานไปก็จะเสียคน แล้วทรงตรัสถามพระศิริสมบัติว่า เป็นกระไร ไล่เลียงถามมัน มันว่าไม่รู้ทีเดียวหรืออย่างไร พระศิริสมบัติกราบทูลว่า ถามได้ความแต่ว่ารู้ว่ามาถึงเมืองนครฯ ๒ ลำเท่านั้น ยังอีก ๓ ลำนั้นว่าจะตามมาข้างหลัง ทรงตรัสว่าจะเอาความที่พระราชรินทร์เท่านี้แหละ ไม่ได้ความเอาเลย มันจะไปถึงสงขลาแล้วหรืออย่างไรก็ไม่รู้ แล้วทรงตรัสถามว่า ก็ถามหมื่นพิทักษ์นาวามันว่าอย่างไรเล่า พระยาเทพกราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาว่าล่องออกมาจากปากน้ำเมืองนครฯ ณ วันเดือน ๔ แรม ๙ ค่ำ เห็นกำปั่นมาทอดอยู่ที่ปากน้ำลำหนึ่ง หารู้ว่ากำปั่นมาแต่ไหนไม่ หมื่นพิทักษ์นาวาใช้ใบมาจากปากน้ำเมืองนครฯ วันเดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ ทรงตรัสถามว่า ก็ถามมันแต่แรกทำไมมันจึงไม่บอกว่าพบกำปั่นเล่า พระยาเทพกราบทูลว่า หมื่นพิทักษ์นาวาสำคัญว่าถามถึงกำปั่นฝรั่งซึ่งเข้ามาช่วยปิดปากน้ำเมืองไทรนั้น จึงว่าไม่ทราบ ทรงตรัสว่า ได้ถามเมื่อไรถึงกำปั่น ถามแต่ว่าเรือกองทัพกรุงฯ ไปถึงแล้วหรือยัง ถามอย่างนี้ต่างหาก มันว่าเป็นถามหากำปั่นฝรั่งไปได้ ว่าเอาเปล่า ๆ ทีเดียว ที่จริงความที่สงขลากับนครฯ นั้น ก็รู้อยู่ถึงกันหมดนั่นแหละ รายงานก็มีเดินสืบสาวอยู่อย่างนี้ทำไมจะไมรู้ กองทัพกรุงฯ จะออกไปถึงแล้วหรือยังก็รู้ สงขลาจะคิดอ่านทำอย่างไรก็รู้ แต่ไม่บอกเข้ามาให้รู้ ปิดความห้ามปรามเสียไม่ให้มันบอก มันก็ไม่บอกนั่นเอง แล้วทรงตรัสเล่าความบอกเจ้าพระยานครฯ ให้กรมหลวงรักษ์รณเรศฟังตามซึ่งเจ้าพระยานครฯ บอกเข้ามา แล้วทรงตรัสว่า น้อยพระทัยแค้นพระทัยเจ้าพระยานครฯ นักหนา ไม่พอที่จะมาปิดบัง[๘]ไว้เลยกับความอย่างนี้ จะบอกเข้ามาให้รู้ว่ากองทัพกรุงฯ ออกไปถึงแล้วนั้นจะเป็นอะไรนักหนา จึงต้องมาปิดบังไว้ด้วยเล่า จะใคร่ทรงทราบว่า พระราชรินทร์ออกไปถึงแล้วหรือยังเท่านี้แหละ ไม่บอกเอาเลย คิดดูแต่วันพระราชรินทร์ใช้ใบไปวันเดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ จนเดี๋ยวนี้นั้นก็ถึงเมืองสงขลาเสียแล้ว หรือว่ากระไรท่านกรมหลวงรักษ์รณเรศ ๆ กราบทูลว่า ถึงเสียแล้ว ทรงตรัสว่า ที่พระราชรินทร์จะไปขึ้นเมืองนครฯ นั้นหาไปไม่ พระราชรินทร์ชังเจ้าพระยานครฯ อยู่ จะไปก็ไปขึ้นเอาเมืองสงขลาทีเดียว จะถามเอาความกับหมื่นพิทักษ์นาวา จนให้พระนรินทร์ไหว้กราบถามแล้ว มันก็ไม่บอก ปิดความเสียหมด กองทัพจะถึงก็ดี ไม่ถึงจะเสียหายก็ดี จะบอกเข้ามาให้ทรงทราบนั้นจะเหลือเกินอะไรที่ไหน เปล่า ๆ ทั้งนั้น ไม่พอที่จะมาปิดบังเอาเลย ทำไมจะไม่ให้ถามบ้างหรือ พระราชรินทร์มันก็เป็นข้า ก็ต้องมีความทรงพระวิตกถึงบ้าง เป็นข้าแล้วก็รักอยู่ด้วยกันหมดนั่นแหละ จะออกไปถึงแล้วหรือยัง หรือจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ นายฤทธิก็ทรงชุบเลี้ยงเป็นถึงนายเวร ทรงถามก็ไม่บอก เล่นเอาพระทัยร้อนหวิว ๆ อยู่ทีเดียว แล้วทรงตรัสถามพระยาพิพัฒน์ว่า เรือพระราชรินทร์ที่จะซัดออกไปข้างญวนก็เห็นจะไม่เป็น ด้วยเทศกาลเป็นลมสำเภาพัดเข้าอยู่ ถ้าจะซัดก็ซัดเข้ามาข้างเราอย่างเดียว หรือว่ากระไรพระยาพิพัฒน์ พระยาพิพัฒน์กราบทูลว่า ทีจะซัดไปข้างญวนนั้นไม่เป็นหามิได้ ทรงตรัสว่า จะซัดไปอย่างไรได้ ลมพัดเข้าอยู่อย่างนี้ จะซัดไปที่ไหน ประหลาดนักหนาหนอ จะถามใครเอาความว่าไปถึงแล้วหรือยังเท่านี้แหละ ไม่ได้ความให้ทรงทราบเอาเลย จะเป็นอย่างไรอยู่หนอ จะว่าเสียหายเล่า เรือก็ยังอยู่ถึง ๓ ลำด้วยกัน จะเสียหายไปที่ไหนได้ทั้ง ๓ ลำทีเดียว เห็นก็จะไปถึงสงขลาเสียแล้วนั่นเอง หรือว่ากระไรท่านกรมหลวงรักษ์รณเรศ กรมหลวงรักษ์รณเรศกราบทูลว่า ที่จะเสียหายนั้นไม่เป็นหามิได้ เห็นจะไปถึงสงขลาเสียแล้ว ทรงตรัสว่า ก็ว่าอยู่อย่างนั้นแหละ แต่จะเอาความให้ทรงทราบเสียให้แน่ ให้สิ้นทรงพระวิตกเท่านี้แหละ ไม่ได้เอาเลย กองทัพพระยาวิชิตณรงค์ซึ่งออกไปถึงเมืองสงขลาก่อน ก็ไม่บอกเข้ามา เห็นจะคอยท่าพระราชรินทร์ก่อนจึงจะบอกเข้ามา ซึ่งจะคอยบอกต่อกองทัพใหญ่ออกไปถึงพร้อมทีเดียวจึงจะบอกเข้ามาเห็นจะไม่เป็น ทำอย่างไรหนอ ใครจะช่วยสืบสาวเอาความมาให้ทรงทราบได้ ว่าเรือพระราชรินทร์ออกไปถึงแล้วหรือยังไม่ถึง หรือเป็นอย่างไรให้ได้ความจริงเป็นแน่ได้ จะสว่างพระทัยสิ้นทรงพระวิตกลงนักหนา เหมือนกับยกภูเขาทีเดียว แล้วรับสั่งสั่งพระศิริสมบัติว่า ดูเอาลูกเรืออ้ายจีนจูมันขึ้นมาไล่เลียงถามดูให้หมดด้วยกันทุกคน มันจะรู้ความอย่างไรต่อไปบ้าง ถามมันดูให้ถี่ถ้วนละเอียดสักหน่อยเถิด ๚

๏ แลกระแสพระราชดำริซึ่งทรงตรัสกับข้อความในบอก ซึ่งข้าพเจ้ารับพระราชทานจดหมายออกมานี้ ตามได้รับพระราชทานฟัง ข้อความจะขาดผิดเพี้ยนประการใด ควรมิควรขอพระเดชพระคุณสุดแล้วแต่จะโปรด จดหมายมา ณ วัน ๗ เดือน ๕ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีกุนเอกศก (จุลศักราช ๑๒๐๐ พ.ศ. ๒๓๘๑)



[๑] พระยาพิพัฒน์โกษา ที่ปรากฏในจดหมายหลวงอุดมสมบัติเข้าใจว่า พระยาพิพัฒน์ (บุญศรี) ถึงรัชกาลที่ ๔ ได้เป็นพระยามหาอำมาตย์ สร้างวัดบุรณะศิริ ต่อมาได้เป็นเจ้าพระยาธรรมาฯ ถึงรัชกาลที่ ๕ เลื่อนเป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี เป็นต้นสกุลบุรณะศิริ

[๒] พระราชดำริตรงนี้ ถูกตรงกับวิสัยชาวนครฯ ถึงชั้นหลังมาก็เป็นเช่นนั้น

[๓] เจ้าพระยานครฯ กับพระยาสงขลาทุกคน ไม่เคยถูกกันมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ทรงระแวงข้อนี้ว่าจะเป็นเหตุไม่ให้เจ้าพระยานครฯ (น้อย) ตั้งใจช่วยพระยาสงขลา (เซ่ง)

[๔] เข้าใจว่าเพี้ยนมาจากคำ Pack Pack หนึ่งประมาณ ๔๐ กิโลกรัม

[๕] ชื่อ ทองปาน ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระยา

[๖] บาทนาฬิกาหนึ่ง = ๖ นาที

[๗] ที่เรียกว่าเมืองแปไหร ตรงนี้ คือที่แผ่นดินที่ฝั่งซึ่งอังกฤษเช่าพระยาไทรแขกไป อังกฤษเรียกปรอวินสเวลเลสลี

เมืองแปไหร คือฝั่งตรงเกาะหมากข้ามเรียกว่าไปร แต่ชาวนอกเรียกอักษรควบ ๒ ตัวไม่ได้จึงเป็นแปไร ไหรนั้นตามสำเนียงชาวนอก

[๘] เมืองนครปิดความอย่างกวดขันนี้ เป็นข้อที่ระแวงแลปรากฏมาจนถึงรัชกาลประจุบันนี้

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ